เมื่อวันที่ 4 ส.ค. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ได้นำทีมคมนาคมทดลองใช้รถไฟใต้ดิน ที่กรุงมอสโก สหพันธรัฐรัสเซีย เพื่อศึกษาการให้บริการจากมุมมองของผู้โดยสาร ตั้งแต่ตู้จำหน่ายตั๋วอัตโนมัติ การใช้บัตร Troika Card ระบบแตะเข้า–ออก ระบบข้อมูลผู้โดยสาร ตลอดจนการเดินทางเชื่อมต่อ และการเปลี่ยนเส้นทางระหว่างสาย รวมทั้งการบริหารสถานี ก่อนเข้าพบ นายมิคาอิล เมเคดอฟ รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบรางรัสเซีย VNIIZHT เพื่อหารือแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และเทคโนโลยีด้านระบบราง พร้อมทั้งต่อยอดผลจากการลงนามบันทึกความร่วมมือ(MOU) ด้านคมนาคมระหว่างไทย–รัสเซีย ไปสู่การทำงานระดับปฏิบัติ

นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า สำหรับ VNIIZHT เป็นสถาบันวิจัยระบบรางที่ได้รับการยอมรับ และมีประวัติยาวนาน โดยก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1918 และตลอดเวลากว่าศตวรรษมีบทบาทสำคัญต่อการวิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีระบบรางของรัสเซีย ครอบคลุมทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ระบบอาณัติสัญญาณและควบคุมการเดินรถ เทคโนโลยีรถล้อเลื่อน การทดสอบและรับรองมาตรฐาน ตลอดจนเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัย ซึ่งวันนี้เราต้องการเรียนรู้ทั้งเทคโนโลยี ประสบการณ์ และมาตรฐานที่รัสเซียพัฒนามายาวนาน โดยจะเลือกสิ่งที่เหมาะสมมาปรับใช้กับประเทศไทย เป้าหมายไม่ใช่เพียงนำเข้าเทคโนโลยี แต่ต้องสร้างความสามารถของคนไทย เพื่อให้ในอนาคตประเทศไทยสามารถพัฒนา ดูแล และต่อยอดเทคโนโลยีระบบรางได้มากขึ้นด้วยตัวเอง

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า แนวทางความร่วมมือไทย–รัสเซีย สามารถเดินหน้าเป็นลำดับ ตั้งแต่การพัฒนาคน การแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญ การวิจัยและพัฒนา การถ่ายทอดเทคโนโลยี และ Know-how การพัฒนามาตรฐานและการทดสอบ การซ่อมบำรุง การสร้าง Supply Chain และการผลิตหรือประกอบรถล้อเลื่อนในประเทศไทยในระยะยาว ซึ่งกระทรวงคมนาคมจะเลือกองค์ความรู้ที่เหมาะสมกับประเทศไทย นำมาสร้างความปลอดภัย และประสิทธิภาพให้ระบบราง พร้อมกับสร้างคน สร้างงาน และสร้างขีดความสามารถของอุตสาหกรรมไทย เพื่อให้การลงทุนด้านระบบรางสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจกลับคืนสู่ประเทศ และประชาชนในระยะยาว

ด้านนายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า การหารือครั้งนี้ถือเป็นการนำกรอบ MOU ระหว่างกระทรวงคมนาคมไทย และรัสเซียมาต่อยอดให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยฝ่ายรัสเซียพร้อมแลกเปลี่ยนทั้งองค์ความรู้ ประสบการณ์ และบทเรียนจากการพัฒนาระบบรถไฟมายาวนาน โดยเฉพาะด้านการบริหารรถล้อเลื่อน การซ่อมบำรุง การกำกับมาตรฐานและความปลอดภัย รวมถึงการพัฒนาบุคลากรและงานวิจัย ซึ่งสิ่งที่สามารถเริ่มดำเนินการได้เร็ว คือ การพัฒนาบุคลากรและการฝึกอบรม โดยรัสเซียมีมหาวิทยาลัยและสถาบันด้านคมนาคม 19 แห่ง ขณะที่ Russian University of Transport มีองค์ความรู้ครอบคลุมตั้งแต่วิศวกรรมรถไฟ รถล้อเลื่อน สะพาน อุโมงค์ ระบบอาณัติสัญญาณ ไปจนถึง Digital Technology และ Artificial Intelligence สำหรับระบบขนส่ง

นายชยธรรม์กล่าวต่อว่า อีกแนวทางที่สามารถเริ่มได้ทันที คือ Expert-to-Expert Cooperation โดยให้ผู้เชี่ยวชาญของหน่วยงานไทยนำโจทย์ปัญหาจริงมาหารือโดยตรงกับผู้เชี่ยวชาญของรัสเซียในแต่ละสาขาผ่านระบบออนไลน์ จะช่วยให้ความร่วมมือเดินหน้าต่อเนื่อง โดยไม่จำเป็นต้องรอการประชุมหรือการเดินทางระดับรัฐมนตรีครั้งต่อไป ทั้งนี้หนึ่งในเทคโนโลยีที่มีความน่าสนใจสำหรับประเทศไทย คือระบบวิเคราะห์ และคาดการณ์ผลกระทบจากปัจจัยภายนอกต่อโครงสร้างพื้นฐานรถไฟ ซึ่งสามารถเชื่อมโยงข้อมูลสภาพอากาศ อุณหภูมิ ความชื้น และข้อมูลด้านอุทกวิทยา เพื่อประเมินพื้นที่ และสถานีรถไฟที่อาจเผชิญความเสี่ยง

เมื่อระบบประเมินว่าค่าบางอย่างมีแนวโน้มเกินระดับวิกฤต สามารถระบุพื้นที่เสี่ยง แจ้งเตือนผู้รับผิดชอบ และเชื่อมโยงไปยังแนวทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ ตั้งแต่การตรวจสอบโครงสร้าง การจำกัดความเร็ว ไปจนถึงการพิจารณาหยุดการเดินรถเมื่อมีความเสี่ยงต่อความปลอดภัย โดยเทคโนโลยีดังกล่าวมีโอกาสนำมาศึกษาร่วมกับการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) และหน่วยงานวิจัยของไทย เพื่อพัฒนาให้เหมาะกับบริบทของประเทศ โดยเฉพาะความเสี่ยงจากฝนตกหนักและน้ำท่วม หากสามารถเชื่อมข้อมูลสภาพอากาศและข้อมูลโครงสร้างพื้นฐานเข้าด้วยกัน จะช่วยให้หน่วยงานรู้ความเสี่ยงเร็วขึ้น แจ้งเตือนได้เร็วขึ้น และตัดสินใจด้านการเดินรถได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น



