การเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการของ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา ระหว่างวันที่ 6-7 ส.ค. ได้รับความสนใจจากนานาชาติอย่างมาก เนื่องจากถือเป็นการเยือนต่างประเทศครั้งสำคัญของผู้นำเมียนมา ท่ามกลางความพยายามของรัฐบาลเมียนมาชุดใหม่ ในการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน และแสวงหาการยอมรับในระดับนานาชาติ หลังเกิดรัฐประหารเมื่อปี 2564


การเยือนไทยครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งในความพยายามของ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ในการสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลเมียนมา โดยเฉพาะหลังจากที่ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา

ขณะที่ไทยกำลังผลักดันแนวทาง “การกลับมามีปฏิสัมพันธ์อย่างเหมาะสมและเป็นขั้นเป็นตอน” หรือ “calibrated re-engagement” กับเมียนมา เพื่อหวังฟื้นกระบวนการสันติภาพที่อาเซียนเป็นแกนนำ และลดผลกระทบจากความขัดแย้งที่ยืดเยื้อในประเทศเพื่อนบ้าน


สำหรับรัฐบาลไทย การเปิดประตูต้อนรับ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ไม่ได้หมายความว่าไทยเห็นด้วยกับทุกแนวทางของรัฐบาลเมียนมา แต่สะท้อนความพยายามใช้การเจรจาโดยตรงเพื่อรักษาช่องทางสื่อสารกับรัฐบาลซึ่งมีอำนาจอยู่ที่กรุงเนปิดอว์ โดยไทยมีผลประโยชน์โดยตรงจากสถานการณ์ในเมียนมา ทั้งปัญหาผู้พลัดถิ่นตามแนวชายแดน ความมั่นคง การค้าชายแดน ตลอดจนปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติและการส่งต่อความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม


ขณะเดียวกัน การเยือนไทยของ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ในครั้งนี้ ไม่ได้มีเพียงมิติทางการเมืองและความมั่นคง แต่ยังครอบคลุมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ โดยมีการหารือถึงโอกาสด้านการค้าและการลงทุนระหว่างสองประเทศ ซึ่งสะท้อนความพยายามของไทยที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับเมียนมา ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมืองและความขัดแย้งภายในประเทศเพื่อนบ้าน


อย่างไรก็ตาม สายตาจากนานาชาติส่วนหนึ่งยังมองการเยือนครั้งนี้ด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะประเด็นว่า การให้การต้อนรับในระดับผู้นำ อาจช่วยยกระดับสถานะของ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย และทำให้รัฐบาลเมียนมาชุดนี้ ซึ่งยังคงมีความเชื่อมโยงกับกองทัพอย่างแทบแยกไม่ออก ได้รับการยอมรับในเวทีระหว่างประเทศมากขึ้น ทั้งที่ความขัดแย้งภายในประเทศยังดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง และกลุ่มสิทธิมนุษยชนยังกล่าวหากองทัพเมียนมา ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง


ประเด็นสำคัญอีกด้านคือ ท่าทีของไทยอาจถูกมองว่าแตกต่างจากแนวทางของอาเซียนในช่วงที่ผ่านมา หลังจากผู้นำระดับสูงของรัฐบาลทหารเมียนมาถูกจำกัดการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เนื่องจากไม่สามารถแสดงความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมต่อ “ฉันทามติ 5 ข้อ” ซึ่งเป็นกรอบสันติภาพที่อาเซียนตกลงร่วมกับ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ตั้งแต่ปี 2564


แม้ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย กล่าวระหว่างหารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทยว่า เมียนมากำลังเดินหน้าบนเส้นทางประชาธิปไตย และพร้อมส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีกับอาเซียน แต่ฝ่ายวิเคราะห์ยังตั้งคำถามว่า ท่าทีดังกล่าวจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในทางปฏิบัติได้มากเพียงใด เพราะรัฐบาลเมียนมายังคงไม่ยอมรับกรอบฉันทามติ 5 ข้ออย่างเต็มที่ ขณะที่การสู้รบระหว่างกองทัพกับฝ่ายต่อต้านยังคงดำเนินอยู่


นักวิเคราะห์บางส่วนจึงมองว่า เป้าหมายของ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ไม่ได้มีเพียงการกระชับความสัมพันธ์กับไทย แต่รวมถึงการใช้ไทยเป็นช่องทางเชื่อมกลับเข้าสู่เวทีอาเซียนและสร้างภาพลักษณ์ว่าเมียนมาเป็นสมาชิกภูมิภาคที่สามารถกลับมามีปฏิสัมพันธ์ทางการทูตได้ตามปกติ หากเมียนมาได้รับพื้นที่ในอาเซียนมากขึ้น ก็อาจเปิดทางไปสู่การฟื้นฟูความสัมพันธ์กับประเทศอื่น รวมถึงชาติตะวันตกที่ยังคงมีท่าทีแข็งกร้าวต่อรัฐบาลทหาร


ในอีกด้านหนึ่ง ฝ่ายที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลเมียนมาเกรงว่า การ “กลับมามีปฏิสัมพันธ์” โดยไม่มีเงื่อนไขที่ชัดเจนเรื่องการยุติความรุนแรงและการเจรจากับทุกฝ่าย อาจกลายเป็นการมอบความชอบธรรมให้รัฐบาลทหารมากกว่าการช่วยคลี่คลายวิกฤติ


ดังนั้น ในมุมมองของนานาชาติ การเยือนไทยของ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย จึงมีความหมายมากกว่าการเยือนระดับทวิภาคี หากไทยสามารถใช้ช่องทางการทูตครั้งนี้ผลักดันให้เมียนมากลับเข้าสู่กระบวนการสันติภาพและการมีส่วนร่วมกับอาเซียนได้จริง การเยือนอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง แต่หากไม่มีความคืบหน้าในเรื่องสันติภาพและสิทธิมนุษยชน การต้อนรับอย่างสมเกียรติอาจถูกมองว่าเป็นเพียงอีกก้าวหนึ่งในความพยายามสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลของ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย เท่านั้น.

ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS