วันนี้ ( 3 ก.ย.) นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เปิดเผยว่าตามที่ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่ง เมื่อวันที่ 31 ส.ค. 2569 คดีระหว่าง นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ผู้ฟ้องคดี และคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียงโทรทัศน์และโทรคมนาคมแห่งชาติ ผู้ถูกฟ้องคดี โดยศาลมีคำสั่งกลับคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้รับคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีไว้พิจารณา และมีคำสั่งเรื่องคำขอเกี่ยวกับมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาคดีของผู้ฟ้องคดีนั้น สำนักงาน กสทช. ขอให้ข้อมูล ดังนี้

1. คดีนี้เป็นกรณีที่ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ยื่นฟ้องคณะกรรมการสรรหา กสทช. ว่าไม่มีอำนาจ

ตามกฎหมายที่จะวินิจฉัยคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของบุคคลภายหลังจากได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา และได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งแล้ว ซึ่งกระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการสรรหา กสทช.  มีความไม่เป็นกลาง ไม่โปร่งใส ไม่ครบองค์ประชุม ไม่เปิดโอกาสให้ นพ.สรณ ชี้แจงหรือแสดงพยานหลักฐานเพียงพอ อีกทั้งตีความบทบัญญัติกฎหมายเกินขอบเขตอำนาจ ซึ่งผลของคำวินิจฉัยดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบโดยตรงต่อสถานภาพของ นพ.สรณ ในฐานะประธานกรรมการ กสทช. ทั้งสิทธิในการดำรงตำแหน่ง การปฎิบัติหน้าที่ เกียรติยศ และชื่อเสียงอย่างร้ายแรง นพ.สรณ จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้น

2. นพ.สรณ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. เมื่อวันที่ 21 ก.ค. 2569 ซึ่ง นพ.สรณ มองว่าเป็นการใช้อำนาจตามมาตรา 15/1 แห่ง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 ซึ่ง นพ.สรณ เห็นว่าเป็นคำวินิจฉัยที่มีเนื้อหากระทบสถานะทางกฎหมาย และก่อให้เกิดความเสียหายโดยตรงต่อการดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. จึงขอให้ศาลมีคำสั่งเกี่ยวกับคำขอทุเลาการบังคับตามกฎหมายหรือคำสั่งทางปกครองและขอบรรเทาทุกข์ชั่วคราว

3. ศาลปกครองสูงสุด ระบุว่า การตีความถึงการเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหรือมีประโยชน์เกี่ยวข้องซึ่งจะนำไปสู่การเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 นั้น ไม่ต้องถึงขนาดว่า ณ เวลาที่ฟ้องคดีนั้น ผู้ฟ้องคดีถูกกระทบสิทธิหรืออาจมีประโยชน์เกี่ยวข้องในเรื่องนั้น เพียงแต่ความเดือดร้อนจะเกิดขึ้นโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้หรือเกิดขึ้นแน่นอน ก็ย่อมเป็นไปตามบทบัญญัติที่ว่า “อาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้” แล้ว เมื่อคำวินิจฉัยที่พิพาทในคดีนี้ “อาจจะ” ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ก็ถือว่าเพียงพอที่จะถือว่า

ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีตามมาตรา 42 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว โดยไม่จำเป็นต้องตีความบทบัญญัติดังกล่าวโดยเคร่งครัดว่า ผู้ฟ้องคดีมีความเดือดร้อนเสียหายเกิดขึ้นแล้วหรือไม่ เพียงใด และเมื่อได้มีการเผยแพร่และกล่าวอ้างคำวินิจฉัยดังกล่าวต่อสาธารณชน เพื่อให้นายกรัฐมนตรีดำเนินการพิจารณานำความกราบบังคมทูลเพื่อให้มีพระบรมราชโองการให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งประธาน กสทช. คำวินิจฉัยที่พิพาทจึงมีผลกระทบโดยตรงต่อสถานภาพของ นพ.สรณ ในฐานะประธาน กสทช. ซึ่งได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งตั้งแต่วันที่ 13 เม.ย. 2565 และยังมีวาระเหลืออยู่ถึงวันที่ 13 เม.ย. 2571 กล่าวคือ ทำให้สถานะของผู้ฟ้องคดีถูกโต้แย้ง เกิดความไม่แน่นอนว่าจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อได้หรือไม่ ขาดความต่อเนื่องในการปฏิบัติงานและเกิดความเสียหายต่อการจัดทำบริการสาธารณะอย่างต่อเนื่อง กระทบต่อความเชื่อถือของกรรมการ กสทช. เจ้าหน้าที่ ผู้ประกอบกิจการ และสาธารณชนที่มีต่อผู้ฟ้องคดี ฯลฯ 

4. จากข้อ 3 ศาลปกครองสูงสุดจึงระบุว่า เห็นได้ว่าผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหายแล้ว และได้นำคดีมาฟ้องต่อศาลขอให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องดคีที่พิพาท โดยการเพิกถอนให้มีผลย้อนหลังนับแต่วันที่มีคำวินิจฉัย ซึ่งเป็นคำขอที่ศาลมีอำนาจกำหนดบังคับได้ตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง (1)  แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีจึงมีสิทธิฟ้องคดีนี้ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.เดียวกันอย่างชัดแจ้ง 

โดยไม่จำต้องรอให้พระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่งแต่อย่างใด “ซึ่งหากผู้ฟ้องคดีต้องรอให้มีพระบรมราชโองการเสียก่อน ความเสียหายก็จะลุกลามไปถึงขั้นสุดท้ายแล้ว การตรวจสอบทางศาลจะกลายเป็นการตรวจสอบหลังจากเกิดผลกระทบมากกว่าการป้องกันหรือยับยั้งการใช้อำนาจรัฐที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย”

5. ศาลปกครองสูงสุด ระบุเนื้อหาส่วนหนึ่งด้วยว่า “การตีความโดยพิจารณาสิทธิในการฟ้องคดีตามมาตรา 42 แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าว จึงควรตีความและพิจารณาคำวินิจฉัยซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งความเสียหายเป็นสำคัญ  มิใช่ตีความโดยเคร่งครัดจำกัดสิทธิโดยพิจารณายึดโยงกับผลที่ตามมาในภายหลังเพียงอย่างเดียว”

สำนักงาน กสทช. ขอยืนยันการยึดหลักปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และให้ความเป็นธรรม ในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเป็นแนวทางที่ตรงกับระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี โดยเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้แจ้งเวียนเมื่อวันที่ 31 ส.ค. 2569 เพื่อเวียนย้ำหนังสือแนวปฏิบัติปี 2564 และ ปี 2561 ซึ่งหากกระบวนการยุติธรรมยังไม่สิ้นสุด หรือมีข้อโต้แย้งทางกฎหมายตามที่ยังไม่ถึงที่สิ้นสุดกระบวนการ ไม่ควรดำเนินการใดๆ ที่จะกระทบต่อการทำงานของบุคคลนั้น รวมถึงเรื่องยังอยู่ในกระบวนยุติธรรม ถึงแม้จะมีคำพิพากษาตัดสินคดีอาญาแล้ว แต่หากกระบวนการยังไม่ถึงที่สิ้นสุดก็ย่อมไม่ได้รับผลกระทบเช่นกัน