เมื่อเกือบ 20 ปีก่อน เทคโนโลยีการผลิตก๊าซชีวภาพที่ใช้จนถึงทุกวันนี้ มีจุดเริ่มต้นของการสนับสนุนงานวิจัยและโครงการสาธิตโครงการผลิตก๊าซชีวภาพ จากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน จนกระทั่งการผลิตก๊าซชีวภาพก้าวจากเทคโนโลยีที่ยังไม่มีใครกล้าลงทุน กลายเป็นแนวปฏิบัติมาตรฐาน ของอุตสาหกรรมปศุสัตว์ อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร โรงงานเอทานอล โรงงานแป้งมัน โรงงานน้ำตาล โรงงานปาล์มน้ำมัน แทบทุกแห่งต่างมีระบบผลิตก๊าซชีวภาพเป็นส่วนหนึ่งของกระวนการผลิตจนกลายเป็นเรื่องปกติของอุตสาหกรรม และการพัฒนาเทคโนโลยีต่อยอดองค์ความรู้สู่การส่งออกเทคโนโลยีในอาเซียนได้อีกด้วย

ผศ.ดร. พฤกษ์ อักกะรังสี อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อดีตผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในฐานะที่สถาบันมีบทบาทสำคัญเป็นหนึ่งในผู้ขอรับทุนของกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เล่าย้อนให้ฟังว่า โครงการส่งเสริมการผลิตก๊าซชีวภาพได้เริ่มมาตั้งแต่ปี 2538 โดยเป็นการผลิตก๊าซชีวภาพในฟาร์มปศุสัตว์ ซึ่งในขณะนั้นผู้ประกอบการยังไม่มีองค์ความรู้เรื่องก๊าซชีวภาพและเรื่องการบำบัดของเสียซึ่งมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ในช่วงเริ่มต้นไม่มีใครรู้จัก ไม่มีใครอยากลงทุน ทางสถาบันฯ ได้รับจัดสรรเงินจากกองทุนอนุรักษ์ในการสนับสนุนด้านการสร้างและออกแบบด้านวิศวกรรมเทคโนโลยี และกองทุนยังสมทบให้กับการลงทุนของผู้ประกอบการสัดส่วนตั้งแต่ 10% ถึง 25% เพื่อช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้ประกอบการในการลงทุน
การพัฒนาเทคโนโลยีก๊าซชีวภาพในประเทศขณะนี้มีความก้าวหน้า มีขีดความสามารถในการแข่งขัน จนถึงปัจจุบันกองทุนอนุรักษ์ไม่ได้ส่งเสริมโครงการก๊าซชีวภาพมานานหลายปีน่าจะกว่า 10 ปีมาแล้ว โดยที่เทคโนโลยีก๊าซชีวภาพได้ถูกพิสูจน์แล้วว่า ทำแล้วเกิดประโยชน์ทั้งเรื่องพลังงานทดแทน การดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อม กลายเป็นองค์ความรู้ที่ปฏิบัติต่อๆ กันมา ถือเป็น Common Practice หรือธรรมเนียมปฏิบัติไปแล้ว ซึ่งคำนี้ถือเป็นคีย์เวิร์ดที่สำคัญ เพราะไทยสามารถดำเนินการเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการผลิตของแทบทุกโรงงาน ในขณะที่เพื่อนบ้านอาเซียนหลายประเทศแม้จะมีกฎบังคับเรื่องบำบัดน้ำเสีย แต่ยังไม่บังคับให้มีระบบไบโอแก๊สยังเป็นแบบต่างคนต่างทำ ซึ่งไทยมีข้อได้เปรียบกว่าสามารถส่งออกเทคโนโลยีและองค์ความรู้ไปยังอาเซียน
ปัจจุบันประเทศไทยถือว่ามีความก้าวหน้าที่สุดในภูมิภาค มีโรงไฟฟ้าระบบก๊าซชีวภาพทั้งจากภาคเกษตร ปศุสัตว์ และอุตสาหกรรมมากกว่า 1,100 แห่ง และเป็นผู้ส่งออกเทคโนโลยีไปยังประเทศในกลุ่มอาเซียน อาทิ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย เมียนมาร์ สปป.ลาว และทั่วโลก
ในภาพรวมของการได้รับจัดสรรทุนจากกองทุนอนุรักษ์ในแต่ละปีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่สามารถนำงานวิจัยด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมไปขยายผลสู่ภาครัฐ และเอกชนได้ไม่ต่ำกว่า 400 โครงการ คิดเป็นรายได้จากการบริการกว่า 300 ล้านบาทต่อปี โดยเน้นให้เกิดการใช้งงานในภาคประชาสังคมได้จริง

นายก้องกิต โกกนุทาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ไทยอีสเทิร์น ไบโอ พาวเวอร์ ระบุว่า ได้เริ่มขอรับจัดสรรทุนจากกองทุนอนุรักษ์ฯ ช่วงแรกๆ ราวปี 2551 ในโครงการส่งเสริมการใช้ก๊าซชีวภาพในโรงงานอุตสาหกรรม โดยทางกลุ่มมีหลายอุตสาหกรรรม ทั้งเกษตรอุตสาหกรรมแปรรูปน้ำยางข้น ยางแท่ง และโรงงานสกัดปาล์มน้ำมัน ซึ่งเมื่อย้อนไปในช่วงปี 2551 เทคโนโลยีก๊าซชีวภาพสำหรับประเทศไทยค่อนข้างใหม่มากและยังไม่แพร่หลายเหมือนปัจจุบัน เราเริ่มต้นจากยังไม่มีองค์ความรู้อะไร ต้องศึกษาเทคโนยีจากทางยุโรปประเทศเยอรมนีเป็นหลัก ซึ่งต้องเรียนรู้ลองผิดลองถูกนำสิ่งที่เหมาะกับประเทศมาปรับใช้จนเกิดประสบการณ์และความชำนาญ


“ในยุคเริ่มต้นเมื่อปี 2551 เทคโนโลยีก๊าซชีวภาพเป็นเทคโนโลยีค่อนข้างใหม่และมีการลงทุนค่อนข้างสูง โอกาสที่เอกชนจะลงทุนเองค่อนข้างยาก เพราะไม่รู้ว่าลงทุนแล้วจะสำเร็จหรือไม่ ดังนั้นกองทุนอนุรักษ์ฯ จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ส่งเสริมให้มีโครงการสนับสนุนประมาณ 20%ของการลงทุน โดยมีวงเงินรวมในการให้การสนับสนุนเกือบ 5,000 ล้านบาท ในช่วง ปี 2551-2555 ทำให้ภาคเอกชนมีความมั่นใจระดับหนึ่งเพราะมีภาครัฐมาร่วมดำเนินการ และเมื่อลงทุนไปแล้วเห็นผลลัพธ์ทั้งในเรื่องแก้ปัญหาสิ่งแวดลอมได้ และสามารถเปลี่ยนมาเป็นก๊าซชีวภาพเพื่อใช้ทดแทนพลังงานในด้านความร้อนของภาคอุตสาหกรรมได้ ทำให้มีต้นทุนที่สามารถแข่งขันได้ จึงเป็นประโยชน์ทั้งในส่วนของภาคเอกชนและในภาพรวมของประเทศ”



