ขณะที่ สภากรุงเทพมหานคร (สภา กทม.) ในสมัยประชุมสามัญ สมัยสาม สมาชิกสภา กทม. ได้ร่วมกันพิจารณา เกี่ยวกับร่างข้อบังคับการประชุมสภากรุงเทพมหานคร เพื่อแก้ไขเพิ่มเติม ให้สามารถถ่ายทอดสดได้ในทุกการประชุม ไม่ใช่แค่การประชุมสภา ตามปกติ
ซึ่งสมาชิกสภา กทม. ได้ร่วมกันอภิปรายเนื้อหาของร่างฉบับดังกล่าว ในรายละเอียดปลีกย่อย เช่น วิธีการลงมติของคณะกรรมการ เครื่องมือที่ใช้ในการถ่ายทอด ขอบข่ายความรับผิดชอบในการถ่ายทอดสด รวมถึงงบประมาณและบุคลากร เป็นต้น

จากนั้นจึงมีมติเห็นชอบให้สามารถถ่ายทอดสดได้ทุกนัด ทั้งการประชุมคณะกรรมการสามัญ และการประชุมคณะกรรมการวิสามัญ โดยหลังจากนี้จะมีการประกาศใช้เป็นข้อบังคับการประชุมสภากรุงเทพมหานคร และให้สำนักงานเลขานุการสภา ส่งประกาศเป็นราชกิจจานุเบกษาต่อไป ทั้งนี้ ในส่วนของการประชุมคณะกรรมการวิสามัญพิจารณาร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 นั้น จะมีการหารือกันอีกครั้ง
สำหรับการแก้ไขข้อบังคับการประชุมสภา กทม. ในครั้งนี้ สมาชิกสภา กทม. ระบุว่า จะเป็นการช่วยส่งเสริมข้อมูลข่าวสารและการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมทั้งสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภา กทม. และการปฏิบัติหน้าที่ของสภา กทม. พร้อมจัดให้มีล่ามภาษามือ การเปิดเผยรายงานการประชุม ผลการประชุม การพิจารณาของคณะกรรมการ ตลอดจนการเปิดเผยร่างข้อบังคับ และการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน
อย่างไรก็ตาม เรื่องของการถ่ายทอดสดนั้นมีอยู่ในข้อบังคับการประชุมสภากรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2562 ข้อ 27 อยู่แล้ว ที่อนุญาตให้มีการถ่ายทอดทางวิทยุกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ หรือวิธีการอื่นได้ ซึ่งการแก้ไขเพิ่มเติมครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการเพิ่มสิ่งที่ทำอยู่แล้วเพื่อให้ประชาชนเข้าถึง มีส่วนร่วมและติดตามการทำงานได้มากขึ้นแล้ว สมาชิกสภา กทม. ยังระบุเพิ่มด้วยว่าจะช่วยเพิ่มความโปร่งใสในการทำงานของสภา กทม. อีกด้วย

แต่สุดท้ายแล้ว จะช่วยทำให้การทำงานโปร่งใสขึ่นได้จริงหรือไม่ หรือจะเป็นการสูญเสียงบประมาณและบุคลากรไปโดยเปล่าประโยชน์ “ทีมข่าวชุมชนเมือง เดลินิวส์” พูดคุยกับ รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย รองศาสตราจารย์ประจำสาขารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช วิเคราะห์ข้อดี-ข้อเสีย ของการถ่ายทอดสดการประชุมสภา กทม. ในทุกนัดนอกเหนือจากการประชุมสมัยสามัญปกติ และจะช่วยให้เกิดความสุจริต โปร่งใส ป้องกันการทุจริตได้จริงหรือไม่
รศ.ดร.ยุทธพร กล่าวว่า การถ่ายทอดสดประชุมสภา กทม. มีทั้งข้อดีและข้อเสีย สำหรับข้อดี ประการแรก จะเป็นการสร้างความโปร่งใส และความรับผิดชอบต่อสาธารณะ เนื่องจากประชาชนสามารถติดตาม เรื่องการตราข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร และการจัดสรรงบประมาณได้อย่างใกล้ชิด ประการที่ 2 ถือว่าเป็นพื้นที่ในการให้การศึกษาทางการเมืองแก่พลเมือง ทำให้ประชาชนที่ติดตามได้เข้าใจกลไกการทำงานของสภา กทม. และ ประการที่ 3 เนื่องจากมีกล้องคอยจับภาพอยู่ตลอดเวลา ก็จะช่วยป้องกัน ปราบปราม เรื่องของพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น การขาดประชุม การเสียบบัตรคะแนนแทนกัน เป็นต้น

ส่วนข้อเสียนั้น รศ.ดร.ยุทธพร ให้ความเห็นว่า ประการแรก ท้ายที่สุดการถ่ายทอดสดจะกลายเป็นพื้นที่ที่สมาชิกสภา กทม. จะใช้แสดงวาทกรรมทางการเมือง เพื่อเรียกคะแนนนิยมจากฐานเสียงของตนเอง มากกว่าที่จะอภิปรายถึงประเด็นต่างๆ ที่จะเป็นเนื้อหาสาระสำคัญ “สุดท้ายพื้นที่สภา กทม. ก็จะกลายเป็นโรงละครแห่งหนึ่ง ที่จะถูกใช้ไลฟ์สดหรือถ่ายทอดสด มากกว่าเป็นการเอาจริงเอาจังกับปัญหา เปิดเผย โปร่งใสของระบบราชการและระบบการเมืองในประเทศไทย” นอกจากนี้ ประเด็นบางอย่างที่มีความเปราะบาง อาจจะต้องอาศัยการพูดคุยการเจรจา ก็อาจจะทำได้ยากขึ้น เพราะท้ายที่สุดต้องมีบทบาทที่เป็นทางการ
และประการสุดท้าย เป็นการเพิ่มภาระทางด้านงบประมาณในการจัดหาอุปกรณ์ ในการจัดเตรียมเจ้าหน้าที่บุคลากรคอยไลฟ์สด เป็นต้น เพราะความจริงแล้วจะมีคนติดตามการถ่ายทอดสดผ่านสื่อของกรุงเทพมหานคร มากน้อยแค่ไหน แล้วมีจํานวนกี่คน สุดท้ายพอมีไม่ได้มากก็กลายเป็นการสร้างไวรัล เหมือนอย่างตอนนี้ที่เราเห็นในห้องประชุมคณะกรรมาธิการด้านงบประมาณของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ในห้องประชุมคณะกรรมาธิการงบประมาณได้อนุญาตให้มีการไลฟ์สด แต่ท้ายที่สุดก็มีคนติดตามดูน้อย แต่กลับกลายเป็นการตัดคลิปแค่บางช่วงมาทําเป็นไวรัลในเรื่องของตัวบุคคลแทน

“แต่สิ่งที่น่ากังวลอีกประการหนึ่ง ซึ่งตนมองว่าสำคัญมาก คือจะเป็นการลดทอนความสำคัญของระบอบการเมืองแบบตัวแทนลงไป และถูกด้อยค่าลง จริงๆ แล้วการเมืองแบบตัวแทน ก็คือกระบวนการที่จะคัดสรรผู้แทนของเราเข้าไปทำหน้าที่แทนเราในสภาระดับชาติ หรือสภาท้องถิ่นก็ตาม ในทางกลับกันยังมีกลไกอื่นที่มาเติมเต็มในความล้มเหลวของการเมืองตัวแทน เช่น ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม การทำประชาพิจารณ์ การทำประชามติ ซึ่งตรงนั้น ตนมองว่าจะเป็นกลไกที่ประชาชนมีส่วนร่วมได้ใกล้ชิดมากกว่าการรับชมผ่านทางไลฟ์สด เพราะถึงแม้จะดูไลฟ์สดก็ไม่ได้เข้าไปนั่งในสภา ก็ได้แค่วิพากษ์วิจารณ์ผ่านหน้าจอ เป็นเกรียนคีย์บอร์ดเท่านั้น”
รศ.ดร.ยุทธพร ยังให้ข้อเสนอแนะว่า ถ้าอยากให้ประชาชนมีส่วนร่วมจริง ต้องเกิดการกระจายการมีส่วนร่วม อย่างเช่นใน กทม. ต้องกระจายอำนาจลงไปยังเขตทั้ง 50 เขต และให้ประชาชนที่อยู่แต่ละเขต ได้มีส่วนร่วม และตัดสินใจว่าในเขต ได้รับงบประมาณอะไรบ้าง แก้ปัญหาเรื่องใดเร่งด่วน เป็นต้น ส่วนการถ่ายทอดสดนั้นไม่จำเป็นจะต้องถ่ายทอดสดในการประชุมนัด ควรเลือกประเด็นที่สำคัญๆ ประเด็นใหญ่ๆ หรือเอาเนื้อหาสาระการประชุมมาสรุปให้ประชาชนได้เห็น หากทำแบบนี้ ตนก็มองว่า เป็นการเปิดเผยโปร่งใสแล้ว

และที่สําคัญอีกประการหนึ่งก็คือต้องมี Open Data หรือการเปิดเผยข้อมูล ซึ่งหมายถึงประชาชนสามารถเข้าไปขอดูข้อมูลได้ตลอดไม่ใช่แค่การไลฟ์สด แต่ประชาชนสามารถใช้สิทธิในการเข้าไปดูข้อมูลข่าวสารของทางราชการ ซึ่งปัจจุบันก็มีกฎหมายที่เปิดช่องให้ประชาชนได้ใช้สิทธิตรงนี้เช่นกัน สำหรับ Open Data เช่น การเปิดเผยทางเว็บไซต์ โดยที่ประชาชนไม่ต้องทำเรื่องร้องขอ แต่สามารถดูได้ง่ายๆ โดยมีระบบรัฐสภาอิเล็กทรอนิกส์ อย่างกรณีของกรุงเทพมหานคร ก็เป็นสภาท้องถิ่นอิเล็กทรอนิกส์ โดยจะมีข้อมูลสรุปต่างๆ เปิดเผยไว้ ซึ่งตนมองว่าก็ได้ประโยชน์ไม่ต่างกับการไลฟ์สดเช่นกัน.
ทีมข่าวชุมชนเมือง รายงาน



