สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจังหวัดนนทบุรี ประเทศไทย เมื่อวันที่ 7 ส.ค. ว่า เหตุกราดยิงภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 7 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกอย่างน้อย 15 คน ก่อนที่ผู้ก่อเหตุซึ่งเป็นนักเรียนชายมัธยมศึกษาตอนต้น ของโรงเรียนแห่งนี้ ปลิดชีพตัวเองหลังก่อเหตุ นับเป็นเหตุกราดยิงครั้งร้ายแรงที่สุดของไทยนับตั้งแต่ปี 2565


ตำรวจระบุว่า ผู้ก่อเหตุยิงปู่และย่าของตัวเองเสียชีวิต ก่อนเดินทางมายังโรงเรียน และใช้อาวุธปืนก่อเหตุ โดยยิงกระสุนอย่างน้อย 26 นัด และพบกระสุนเพิ่มเติมอีก 34 นัด ส่วนปืนที่ใช้เป็นอาวุธของปู่


นักเรียนชายวัย 18 ปี เปิดเผยกับสื่อต่างประเทศหลายแห่งว่า ขณะเกิดเหตุแรกเริ่มคิดว่าเป็นเสียงประทัดหรือเสียงของบางอย่างกระแทกกัน โดยได้ยินเสียงดังต่อเนื่องหลายครั้ง จากนั้นเสียงเงียบลง แล้วดังขึ้นอีกครั้ง


เหตุการณ์ดังกล่าวนับเป็นเหตุกราดยิงในสถานศึกษาครั้งที่ 2 ของไทยในปีนี้ หลังเมื่อเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา มีเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงภายในโรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ส่งผลให้ผู้อำนวยการโรงเรียนเสียชีวิต และมีนักเรียนได้รับบาดเจ็บ


เหตุครั้งล่าสุดยังทำให้ประเด็นความรุนแรงจากอาวุธปืนในไทยกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง หลังตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมาเกิดเหตุกราดยิงร้ายแรงหลายครั้ง โดยเหตุสะเทือนขวัญที่สุดเกิดขึ้นในปี 2565 เมื่ออดีตตำรวจใช้อาวุธปืนและมีดก่อเหตุภายในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ที่ จ.หนองบัวลำภู ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 36 ราย ส่วนใหญ่เป็นเด็กเล็ก


ต่อมาในปี 2566 เด็กชายอายุ 14 ปี ใช้อาวุธปืนดัดแปลง ก่อเหตุยิงภายในศูนย์การค้าสยามพารากอน ใจกลางกรุงเทพฯ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย และได้รับบาดเจ็บ 5 คน


ข้อมูลจากโครงการสำรวจอาวุธขนาดเล็ก (เอสเอเอส) ซึ่งมีฐานอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ ระบุว่า เมื่อปี 2560 ไทยมีอาวุธปืนที่อยู่ในครอบครองของพลเรือนมากกว่า 10.3 ล้านกระบอก หรือคิดเป็นประมาณ 15 กระบอกต่อประชากร 100 คน ซึ่งเป็นอัตราสูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


หลังเกิดเหตุกราดยิงเมื่อปี 2566 รัฐบาลไทยได้ออกมาตรการควบคุมอาวุธปืนหลายด้าน รวมถึงระงับการออกใบอนุญาตใหม่เป็นการชั่วคราว จำกัดการนำเข้า และห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปีเข้าใช้สนามยิงปืน ขณะที่มาตรการระยะยาวรวมถึงการกำหนดให้ผู้ครอบครองปืนต้องมีใบรับรองแพทย์เพื่อประเมินสุขภาพจิตและสภาพทางจิตวิทยา.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS