เหตุกราดยิงในโรงเรียนเทพศิรินทร์ ย่านบางกรวย จังหวัดนนทบุรี เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดหลายราย กลายเป็นอีกครั้งที่สังคมตั้งคำถามถึงมาตรการป้องกันเหตุรุนแรงในสถานศึกษา โดยข้อมูลการสืบสวนระบุว่า อาวุธปืนที่ผู้ก่อเหตุนำมาใช้เป็นปืนกึ่งอัตโนมัติ ยี่ห้อ CZ ขนาด 9 มม. ที่มีทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายและเป็นของปู่ของผู้ก่อเหตุ

ซึ่งหากเปรียบเทียบจากเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันในหลายประเทศจะพบว่า การป้องกันเหตุเช่นนี้อาจต้องเริ่มจาก ‘พื้นที่ภายในบ้าน’ เนื่องจากอาวุธปืนที่ถูกนำมาก่อเหตุในสถานศึกษาหลายครั้ง เป็นปืนที่ผู้ปกครองหรือคนในครอบครัวครอบครองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่เด็กและเยาวชนสามารถเข้าถึงและนำออกมาใช้ได้เนื่องจากผู้ปกครองไม่ได้จัดเก็บอย่างรัดกุม

ข้อมูลจากงานวิจัยของ Giffords Law Center to Prevent Gun Violence และ Everytown for Gun Safety ระบุตรงกันว่า เมื่อการจัดเก็บอาวุธปืนในครัวเรือนไม่มีมาตรการที่รัดกุม บ้านจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความรุนแรงที่ลุกลามไปสู่ โรงเรียนและพื้นที่สาธารณะ หลายประเทศและหลายมลรัฐในสหรัฐฯ จึงหันมาตรากฎหมายป้องกันเด็กเข้าถึงอาวุธปืน (Child Access Prevention) หรือ ‘CAP Laws’ เพื่อกำหนดมาตรฐานการเก็บรักษาปืน ควบคู่กับการกำหนดความรับผิดทางอาญาของผู้ครอบครองอย่างเข้มงวด

ต้นตอความเสี่ยง

ข้อมูลจากการวิเคราะห์โดยองค์กร Everytown for Gun Safety ร่วมกับ ศูนย์ประเมินภัยคุกคามแห่งชาติ สหรัฐฯ (U.S. Secret Service NTAC) ระบุว่า 73%-80% ของผู้ก่อเหตุใช้อาวุธปืนในสถานศึกษาที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี นำอาวุธปืนมาจากบ้านของตนเอง หรือจากพ่อแม่และญาติใกล้ชิด ผลการศึกษาจึงชี้ว่า การจัดเก็บอาวุธปืนภายในครัวเรือนเป็นปัจจัยสำคัญต่อการป้องกันเหตุรุนแรงในโรงเรียน และเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของสังคมโดยรวม

แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ เป้าหมายที่ 16 (SDG 16: Peace, Justice, and Strong Institutions) ซึ่งมุ่งเน้นการลดความรุนแรงและการสูญเสียชีวิตในทุกรูปแบบ พร้อมพัฒนากลไกทางกฎหมายเพื่อป้องกันอาชญากรรมตั้งแต่ต้นทางอย่างมีประสิทธิภาพ

ช่องว่างกฎหมายไทย

ปัจจุบัน พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 ของไทย กำหนดหลักเกณฑ์การคัดกรองผู้ขออนุญาตครอบครองอาวุธปืนไว้ชัดเจน แต่ในแง่ของการกำกับดูแลหลังได้รับใบอนุญาต กฎหมายยังไม่มีข้อบัญญัติบังคับให้เจ้าของปืนต้องจัดเก็บอาวุธและเครื่องกระสุนตามมาตรฐานความปลอดภัย โดยมีการกำหนดเงื่อนไขการเก็บรักษาเฉพาะ ‘อาวุธปืนที่มีไว้เพื่อเก็บ’ (เช่น ปืนโบราณหรือปืนชำรุดตามมาตรา 11 และ 12) เท่านั้น ทำให้ปืนทั่วไปในครัวเรือนไม่มีกลไกบังคับในการจัดเก็บเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กหรือบุคคลอื่นเข้าถึงได้ง่าย

นอกจากนี้ หากเด็กหรือเยาวชนนำอาวุธปืนของผู้ปกครองไปก่อเหตุ กฎหมายไทยยังไม่มีบทบัญญัติที่ลงโทษความรับผิดทางอาญาโดยตรงต่อเจ้าของปืนในข้อหาการจัดเก็บอาวุธโดยประมาทเลินเล่อ นั่นหมายความว่าการดำเนินคดีส่วนใหญ่ต้องอาศัยการตีความความผิดฐานประมาทตามประมวลกฎหมายอาญาซึ่งพิสูจน์ได้ยาก หรือพึ่งพากระบวนการฟ้องร้องทางแพ่งเพื่อเยียวยาหลังเกิดเหตุเท่านั้น แต่ยังไม่มีการป้องกันการเกิดปัญหาตั้งแต่ต้นทาง

ต่างประเทศรับมืออย่างไร

หลายมลรัฐในต่างประเทศใช้กฎหมายป้องกันเด็กเข้าถึงอาวุธปืน (CAP Laws) และกฎหมายการจัดเก็บอาวุธปืนอย่างปลอดภัย (Safe Storage Laws) เพื่อกำหนดหน้าที่ให้เจ้าของปืนต้องจัดเก็บอาวุธในลักษณะที่เด็กไม่สามารถเข้าถึงได้ หากละเลยจนเปิดโอกาสให้เยาวชนนำปืนไปใช้ เจ้าของปืนจะต้องรับโทษทางอาญา

ผลการศึกษาจากสถาบันวิจัย RAND Corporation ร่วมกับงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ JAMA Pediatrics พบว่า กฎหมายลักษณะนี้ช่วยลดการเสียชีวิตจากอาวุธปืนของเด็กและเยาวชนลงได้ 13% และลดการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุปืนลั่นในเด็กได้สูงถึง 59% ขณะที่ข้อมูลจาก วารสารสมาคมจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นแห่งสหรัฐฯ (JAACAP) ระบุว่า กฎหมายจัดเก็บปืนอย่างปลอดภัยช่วยลดอัตราการฆ่าตัวตายด้วยอาวุธปืนในวัยรุ่นลงได้ 12%-13%

เช่นเดียวกันกับงานวิจัยจากสถาบันสาธารณสุข Johns Hopkins Bloomberg School of Public Health ยังชี้ว่า กฎหมาย CAP ส่งผลให้การพกพาอาวุธปืนเข้ามาในสถานศึกษาของนักเรียนลดลง 18.5% และลดเหตุข่มขู่หรือทำร้ายกันด้วยอาวุธภายในโรงเรียนลงได้ถึง 19% เนื่องจากกฎหมายได้กระตุ้นให้เจ้าของปืนเปลี่ยนพฤติกรรม หันมาใช้อุปกรณ์ล็อกปืน และแยกเก็บเครื่องกระสุนออกจากตัวปืนอย่างรัดกุม

ป้องกันตั้งแต่ต้นทาง

จากการสังเคราะห์ข้อเสนอทางกฎหมายของนักวิชาการไทย ร่วมกับบทเรียนนโยบายสากลของ Giffords Law Center และ สถาบันสาธารณสุข Johns Hopkins พบว่า ประเทศไทย ‘อาจต้อง’ ปรับปรุง พ.ร.บ. อาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 โดยการกำหนดภาระหน้าที่ของผู้ครอบครองอาวุธปืนในการจัดเก็บปืนและเครื่องกระสุนอย่างปลอดภัย พร้อมกำหนดมาตรฐานในระดับครัวเรือน เช่น การใช้ตู้เซฟ กล่องล็อกรหัส หรืออุปกรณ์ล็อกไกปืน (Trigger Lock) การแยกเก็บเครื่องกระสุนออกจากตัวปืน และการกำหนดให้ผู้ขอใบอนุญาต ป.3 และ ป.4 ต้องผ่านการอบรมการจัดเก็บปืนอย่างปลอดภัยก่อนได้รับอนุญาต

ขณะเดียวกัน ควรมีการรณรงค์สร้างความตระหนักรู้ด้วยการขับเคลื่อนแคมเปญให้ความรู้แก่ครอบครัวในการตรวจสอบและจัดเก็บอาวุธปืนอย่างรัดกุม ซึ่งบทเรียนจากทั่วโลกชี้ตรงกันว่า การป้องกันเหตุรุนแรงในโรงเรียนควรเริ่มตั้งแต่การป้องกันไม่ให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงอาวุธปืนในบ้าน เพราะเมื่อความเสี่ยงถูกลดลงตั้งแต่ต้นทาง โอกาสที่จะเกิดเหตุรุนแรงก็ย่อมลดลงตามไปด้วย ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เป้าหมายที่ 16 ที่มุ่งสร้างสังคมสงบสุขและปลอดภัยมากขึ้น