เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 7 ส.ค. 69 นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ลงพื้นที่ตรวจสอบการประกอบกิจการเจ็ตสกี โดยมี นายโชตินรินทร์ เกิดสม ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ร.ต.อ.เขตรัฐ ชาญศิลป์ นายรอมดอน หะยีอาแว รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต รวมถึงนางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่
นายวรศิษฎ์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจราชการ จ.ภูเก็ต เพื่อติดตามการจัดระเบียบสังคมและท่องเที่ยวว่า กระทรวงมหาดไทยได้ให้ความสำคัญสูงสุดกับการจัดระเบียบการท่องเที่ยวทางน้ำ โดยเฉพาะกิจกรรมผู้ให้บริการเจ็ตสกี ซึ่งถือเป็นหนึ่งในไฮไลต์การท่องเที่ยวสำคัญของ จ.ภูเก็ต แต่ที่ผ่านมากลับส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตชาวบ้าน ชาวประมง และความปลอดภัยของผู้สัญจรทางน้ำจึงได้สั่งการให้จังหวัดเปิดลงทะเบียนผู้ประกอบการเพื่อแจ้งข้อมูลเรือและตัวตนอย่างถูกต้อง โดยจะสิ้นสุดในวันที่ 10 ส.ค. 69 นี้ ก่อนนำข้อมูลทั้งหมดมาประชุมร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อกำหนดโซนนิ่งและวางกรอบการทำงานในอนาคต

นายวรศิษฎ์ กล่าวต่อว่า จากการลงพื้นที่ตรวจการให้บริการเจ็ตสกีในพื้นที่ล่าสุด พบว่ายังมีกลุ่มผู้กระทำความผิดลักลอบให้บริการโดยไม่มีใบอนุญาต ซึ่งได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ ปัญหาเจ็ตสกีในปัจจุบันแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มอย่างชัดเจน คือ กลุ่มที่มีใบอนุญาตถูกต้อง และกลุ่มที่ลักลอบประกอบกิจการ ซึ่งรัฐบาลกำลังรวบรวมฐานข้อมูลทั้งหมดเพื่อนำมาพิจารณาหาทางออกร่วมกันอย่างรอบคอบเพื่อยกระดับมาตรการความปลอดภัยและสร้างมาตรฐานใหม่ โดยหลังจากปิดรับลงทะเบียน ทางจังหวัดจะจัดประชุมร่วมระหว่างกลุ่มผู้ประกอบการ พี่น้องชาวบ้าน ชาวประมง และกลุ่มผู้ใช้เรือ เพื่อวางกฎระเบียบร่วมกัน ทั้งการกำหนดพื้นที่ (Zoning) ระยะเวลาการให้บริการ และข้อกำหนดของผู้ให้บริการ รวมถึงมีแนวคิดในการติดตั้งระบบติดตาม (GPS) บนเรือเจ็ตสกีที่ได้รับอนุญาต เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบได้ตลอดเวลาว่า มีการรุกล้ำเขตอนุญาตหรือสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้แก่ผู้อื่นหรือไม่



“ล่าสุดทางผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต และฝ่ายความมั่นคง ได้เข้าตรวจค้นผู้ประกอบการต่างชาติผิดกฎหมาย หรือนอมินี (Nominee) ที่เข้ามาแทรกซึมในธุรกิจท่องเที่ยวรวมถึงธุรกิจเจ็ตสกี ในพื้นที่เป้าหมาย 8 จุด สามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้ 16 ราย (ต่างชาติ 6 ราย คนไทย 10 ราย) ในข้อหาสวมสิทธิประกอบธุรกิจต้องห้าม เช่น ธุรกิจรถเช่า โรงเรียน และระบบไอที รวม 5–6 บริษัท มากไปกว่านั้น จากผลการปราบปรามการถือครองที่ดินผิดกฎหมายของกลุ่มทุนต่างชาติ ซึ่งมีเป้าหมายดำเนินคดีรวม 361 บริษัท ปัจจุบันได้มีการขยายผลดำเนินคดีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงเฟส 4 และเฟส 5 มีการแจ้งความดำเนินคดีเพิ่มขึ้นถึง 110 คดี/บริษัท สรุปยอดรวมล่าสุดมีการแจ้งความร้องทุกข์แล้ว 149 คดี ส่งฟ้องศาลแล้ว 4 คดี และศาลมีคำสั่งปรับแล้ว 4 คดี โดยเน้นย้ำว่าจะบังคับใช้กฎหมายอย่างถอนรากถอนโคนเพื่อปกป้องทรัพยากรและคุ้มครองสิทธิของคนไทยอย่างเด็ดขาด” นายวรศิษฎ์ กล่าว


นายวรศิษฎ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การลงพื้นที่จัดระเบียบเจ็ตสกีและการแก้ไขปัญหาใบอนุญาตในครั้งนี้ ไม่ได้ทำเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้จังหวัดภูเก็ตเท่านั้น แต่เนื่องจากภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวหลักของประเทศ หากสามารถวางระบบ จัดโซนนิ่งเจ็ตสกี และสร้างมาตรการความปลอดภัยที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกันได้สำเร็จ ผลลัพธ์ที่ได้จะถูกใช้เป็น “ภูเก็ตโมเดล” เพื่อนำไปขยายผลและเป็นต้นแบบในการจัดระเบียบการท่องเที่ยวทางน้ำให้กับเมืองท่องเที่ยวอื่น ๆ ทั่วประเทศ

“ในฐานะตัวแทนของรัฐบาล ประเทศไทยพร้อมยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติทุกคนอยู่เสมอ แต่ถ้าหากเข้ามาทำผิดกฎหมาย ข่มขู่ผู้ประกอบการไทย หรือสร้างความเดือดร้อน จะต้องถูกลงโทษตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีข้อเว้น” นายวรศิษฎ์ กล่าว.



