เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 69 นายศุภชัย ใจสมุทร สส.แบบบัญชีรายชื่อ ประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย (ภท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก แสดงความคิดเห็นต่อกรณีการเปิดเผยเอกสารที่เกี่ยวข้องกับ “คณะ 26” และ “คณะ 36” ในกระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยระบุว่า เปิดคณะ 26 แล้ว เปิดคณะ 36 อย่าให้ “กระแส” พิพากษาแทนกฎหมาย ก่อนหน้านี้ตนเคยตั้งคำถามว่า เมื่อมีการนำ “สำนวนคณะ 26” มาเปิดเผย ตีความ และขยี้กันอย่างครึกโครม แล้วเหตุใดจึงไม่มีใครพูดถึง “คณะ 36” ซึ่งเป็นอีกส่วนหนึ่งของกระบวนการพิจารณาของ กกต. วันนี้ เมื่อมีการนำเอกสารที่ระบุว่าเป็นของคณะ 36 ออกมาเปิดเผย ตนขอยืนยันว่า คำถามของตนวันนั้น ไม่ใช่การเรียกร้องให้เอาสำนวนมาเปิดแข่งกัน แต่ต้องการย้ำว่า “สำนวน” ไม่ใช่ “คำพิพากษา”
นายศุภชัย ระบุว่า สิ่งที่น่ากังวลคือ สำนวนถูกนำมาเปิดเผย เลือกบางส่วนมาตีความ เชื่อมโยง และ “ขยี้” ซ้ำ ๆ จนข้อกล่าวหาถูกทำให้เสมือนเป็นข้อยุติ ทั้งที่กระบวนการตามกฎหมายยังไม่สิ้นสุด คนที่นำมาเปิดเผยอาจคิดว่าตนกำลังเป็น “วีรบุรุษผู้เปิดโปงความจริง” แต่ต้องไม่ลืมว่า เจตนาที่คิดว่าดี ไม่ได้ทำให้วิธีการที่อาจไม่ชอบด้วยกฎหมายกลายเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ใครเรียกร้องให้ผู้อื่นเคารพกฎหมาย ก็ต้องพร้อมให้การกระทำของตนถูกตรวจสอบด้วยมาตรฐานเดียวกัน นี่คือ Due Process of Law กระบวนการอันชอบด้วยกฎหมาย รวมถึงแนวคิด Fruit of the Poisonous Tree ผลไม้จากต้นไม้พิษ ที่เตือนว่า หากต้นทางของพยาน หลักฐาน มีปัญหาเรื่องความชอบด้วยกฎหมาย สิ่งที่เกิดสืบเนื่องจากต้นทางนั้นก็ต้องถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดด้วย แม้ในกฎหมายไทยจะมิได้หมายความว่าจะตัดพยานเช่นนั้นโดยอัตโนมัติก็ตาม
นายศุภชัย ระบุว่า คำถามจึงต้องกลับไปที่ว่า หลักฐานมาจากไหน ได้มาอย่างไร ได้มาโดยชอบหรือไม่ และเชื่อมโยงถึงผู้ถูกกล่าวหาแต่ละคนเพียงใด ที่สำคัญ วันนี้มีความพยายามกดดัน กกต. ในลักษณะว่า “ต้องฟ้อง ต้องยื่นศาล และต้องเอาทุกราย” แต่ กกต. ไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์ ที่รับสำนวนแล้วส่งรายชื่อทั้งหมดไปศาล กกต. มีหน้าที่กลั่นกรองข้อเท็จจริง ชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน และใช้ดุลพินิจ เป็นรายบุคคล หลักฐานถึงใคร ก็ดำเนินการกับคนนั้น หลักฐานไม่ถึงใคร ก็ต้องกล้าที่จะไม่ดำเนินการ จะใช้หลักว่า “อยู่ในสำนวนเดียวกัน จึงต้องฟ้องทั้งหมด” ไม่ได้
นายศุภชัย ระบุว่า ยิ่งวันนี้สำนวนถูกนำมาเปิดเผย ตีความ และขยี้จนเละ ยิ่งต้องถามว่า หากจะนำสำนวนเช่นนี้ไปสู่ศาล กกต. ได้แยกแล้วหรือยังว่าอะไรคือพยานหลักฐานจริง อะไรคือการตีความ และพยานแต่ละชิ้นได้มาโดยชอบหรือไม่ เพราะเมื่อถึงศาล ไม่มีจำนวนโพสต์ ไม่มีเสียงเชียร์ และไม่มีคำว่า “ฟ้องให้หมด” มีเพียงคำถามว่า ใครทำอะไร ผิดกฎหมายอย่างไร และพิสูจน์ได้ด้วยพยานหลักฐานที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
“ดังนั้น ไม่ว่าจะคณะ 26 หรือคณะ 36 อย่าเอาสำนวนมาแข่งกันเปิด อย่าเอาข้อกล่าวหามาแทนคำพิพากษา อย่าเอาความเป็น “วีรบุรุษ” มาอยู่เหนือกฎหมาย และอย่าเอากระแส “ฟ้องให้หมด” มาแทนดุลพินิจของ กกต. ยิ่งสำนวนถูกขยี้มากเท่าใด กกต. ยิ่งต้องระมัดระวังมากขึ้น ไม่ใช่ถูกกดดันให้รีบฟ้องมากขึ้น เพราะสุดท้าย ศาลพิพากษาจากกฎหมายและพยานหลักฐาน ไม่ใช่จากคำพิพากษาที่สังคมเขียนไว้ล่วงหน้า” นายศุภชัย ระบุ.



