เมื่อวันที่ 7 ส.ค. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ ได้ทำหนังสือถึงนายโฟลเคอร์ เทิร์ก (Mr. Volker Türk) ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา สหพันธรัฐสวิส ต่อกรณีรายงานของนายทอม แอนดรูวส์ ผู้เสนอรายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในกัมพูชา ที่มีเนื้อหาพาดพิงประเทศไทย โดยหนังสือดังกล่าวระบุว่า ตนขออ้างถึงแถลงการณ์สิ้นสุดการปฏิบัติภารกิจ ซึ่งจัดทำโดย นายทอม แอนดรูว์ส ผู้เสนอรายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในกัมพูชา ฉบับลงวันที่ 31 ก.ค.2569 ภายหลังการเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 20- 31 ก.ค. 2569 และขอแจ้งข้อห่วงกังวลดังนี้

1.ประเทศไทยตระหนักว่าแถลงการณ์สิ้นสุดการปฏิบัติภารกิจของผู้เสนอรายงานพิเศษฯ เป็นส่วนหนึ่งของวิธีการทำงานตามกระบวนการพิเศษ อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีความผิดหวังเป็นอย่างยิ่งต่อความน่าเชื่อถือและความรับผิดชอบของรายงานดังกล่าว ซึ่งได้ตั้งข้อกล่าวหาหลายประการต่อประเทศไทย ทั้งที่ควรมุ่งเน้นที่สถานการณ์สิทธิมนุษยชนในกัมพูชาเป็นหลัก เราเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการปฏิบัติที่เกินขอบเขตอาณัติซึ่งได้รับมอบหมายจากคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ นอกจากนี้ เรายังรู้สึกเสียใจที่ผู้เสนอรายงานพิเศษฯ ไม่ได้ให้โอกาสและเวลาที่เพียงพอแก่ประเทศไทยในการนำเสนอข้อเท็จจริงรวมถึงมุมมองต่างๆ ก่อนจะเผยแพร่แถลงการณ์และการจัดงานแถลงข่าว ซึ่งเนื้อหาดังกล่าวมียังข้อมูลที่บิดเบือนไปจากความเป็นจริงจำนวนมากโดยปราศจากการตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน

การกระทำดังกล่าวยังขัดต่อประมวลจริยธรรมสำหรับผู้ดำรงตำแหน่งตามกระบวนการพิเศษของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน ซึ่งระบุไว้ว่า ผู้ดำรงตำแหน่งจะต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามอาณัติของตน ด้วยพฤติกรรมที่มีจริยธรรม การดำเนินงานอย่างมืออาชีพ การเจรจาอย่างสร้างสรรค์ และการประเมินข้อเท็จจริงอย่างเป็นกลาง โดยอิงตามมาตรฐานสิทธิมนุษยชนที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ที่จริงแล้วประเทศไทยได้ให้ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องและมีอยู่แก่สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ผ่านช่องทางที่จัดตั้งไว้อย่างต่อเนื่องมาตลอด รวมถึงการมีหนังสือโต้ตอบกับสำนักงานของท่าน แถลงการณ์ต่อหน้าคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน และคำชี้แจงตอบกลับหนังสือติดต่อร่วมเมื่อเดือน มิ.ย. 2569

การที่รายงานฉบับนี้ไม่ได้นำข้อเท็จจริงและมุมมองจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายมาพิจารณาอย่างครอบคลุม ทำให้รายงานหลุดออกไปจากหลักความเป็นกลาง ความไม่ลำเอียง และความเที่ยงธรรม ตลอดจนออกนอกขอบเขตอาณัติของกระบวนการพิเศษ และสิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้นคือ การที่รายงานฉบับนี้ถูกนำไปสร้างกระแสปลุกเร้าเกินจริง เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

2.ตามที่ท่านอาจระลึกได้จากการประชุมของเราที่นครเจนีวา ตนได้เคยแสดงทัศนะไว้แล้วว่าความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา และผลกระทบที่ตามมานั้น ไม่ได้เริ่มขึ้นจากฝ่ายไทย หากแต่เริ่มขึ้นจากการที่กัมพูชาเปิดการโจมตีเป้าหมายพลเรือนและโรงพยาบาลในประเทศไทยโดยไม่มีการยั่วยุและไม่เลือกหน้า เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2568 การโจมตีดังกล่าวส่งผลให้เกิดความสูญเสียชีวิตและบาดเจ็บอย่างน่าเศร้าสลดในหมู่พลเรือนไทย อีกทั้งยังบังคับให้พลเรือนหลายแสนคนต้องอพยพออกจากบ้านเรือนของตน แต่ประเด็นเหล่านี้กลับไม่ถูกนำไปสะท้อนไว้ในแถลงการณ์ของผู้เสนอรายงานพิเศษฯ ในทางกลับกัน แถลงการณ์ดังกล่าวกลับเสนอข้อเท็จจริงและตัวเลขที่บิดเบือนจำนวนมาก ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศของไทยได้ออกแถลงการณ์ในเรื่องนี้แล้ว ซึ่งถูกแนบมาพร้อมกับหนังสือฉบับนี้เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับท่าน

3.นับตั้งแต่วันเริ่มเกิดความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา ประเทศไทยได้ให้ความร่วมมือกับกระบวนการพิเศษและผู้ดำรงตำแหน่งตามอาณัติของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติมาอย่างต่อเนื่อง และเราคาดหวังว่าการแสดงออกดังกล่าวจะได้รับการตอบสนองในระดับเดียวกันจากฝ่ายกระบวนการพิเศษ แต่เป็นที่น่าเสียดายยิ่งที่แนวทางการทำงานของกระบวนการพิเศษนี้ยังขาดความน่าเชื่อถือทั้งในแง่ของความเป็นมืออาชีพ และความเป็นกลาง โดยล้มเหลวในการนำข้อเท็จจริงและมุมมองที่เกี่ยวข้องของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาพิจารณาอย่างครอบคลุมและสมดุล ก่อนที่จะเปิดเผยแถลงการณ์ต่อสาธารณะ ซึ่งการกระทำเช่นนี้ถือเป็นการไม่ให้เกียรติแก่ประเทศไทยในฐานะประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างที่ควรจะเป็น และเสี่ยงที่จะเปิดช่องให้มีการนำอาณัติไปแสวงหาผลประโยชน์เพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมือง

ในฐานะสมาชิกของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน ประเทศไทยยังคงมุ่งมั่นที่จะขยายความร่วมมือกับสำนักงานของท่านและกระบวนการพิเศษของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนต่อไป.