เมื่อวันที่ 2 ก.ย. ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งกลับคำสั่งศาลปกครองกลาง เป็นให้รับคำฟ้องไว้พิจารณาในคดีที่นายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ยื่นฟ้องคณะกรรมการสรรหา กสทช. ขอให้ศาลฯ มีคำสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 ก.ค. 69 ที่วินิจฉัยว่านายแพทย์สรณมีลักษณะต้องห้ามและขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. มาตั้งแต่ต้น โดยให้การเพิกถอนมีผลย้อนหลัง นับแต่วันที่มีคำวินิจฉัยดังกล่าว เสมือนไม่มีคำวินิจฉัยดังกล่าวมาตั้งแต่ต้น

โดยศาลปกครองสูงสุดให้เหตุผลว่า คณะกรรมการสรรหา กสทช. เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และเนื่องจากกฎหมายให้อำนาจในการออกคำสั่งหรือมีมติที่มีผลกระทบต่อบุคคล ซึ่งการมีคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 ก.ค. 69 เป็นการใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ จึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลปกครอง

นอกจากนี้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ อ้างอำนาจตามมาตรา 15/1 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 (แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564) โดยชี้ว่าการไม่ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพ ถือเป็นการสละสิทธิ ตามมาตรา 18 และส่งผลให้ นพ.สรณ ต้องพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 20 วรรคหนึ่ง (5) ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. ต่อไปได้ และต้องมีการสรรหา กสทช. ใหม่ โดย นพ.สรณ ไม่สามารถเข้ารับการสรรหาในครั้งใหม่

คำสั่งนี้จึงกระทบต่อสิทธิของ นพ.สรณ โดยตรง และเข้าข่ายเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 นพ.สรณ จึงเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองเพื่อขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยดังกล่าวได้

รวมทั้ง นพ.สรณ ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2569 และยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลางเมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2569 จึงอยู่ภายในระยะเวลาการฟ้องคดี 90 วัน ตามมาตรา 49 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ 2542 ศาลปกครองสูงสุดจึงมีคำสั่งกลับคำสั่งศาลปกครองกลางที่ไม่รับคำฟ้องและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบ เป็นให้รับคำฟ้องของ นพ.สรณ ไว้พิจารณา พร้อมให้ดำเนินการพิจารณาคำขอเกี่ยวกับมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาคดีต่อไป