เมื่อวลา 17.00 น. วันที่ 8 ส.ค.69 ที่ห้องประชุมที่ทำการปกครองอำเภอเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานประชุมติดตามการแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนพื้นที่อำเภอเกาะสมุย โดยมี นายบันดาล สถิรชวาล รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี นายอมร ชุมช่วย นายอำเภอเกาะสมุย พ.ต.อ.นฤวัต พุทธวิโร ผู้กำกับการตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานี พ.ต.อ.ปัญญา นิรัติมานนท์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเกาะสมุย นายพิพิธ รัตนรักษ์ สส.สุราษฎร์ธานี นายสุทธิพงศ์ ชูจันทร์ ที่ปรึกษานายกเทศมนตรีนครเกาะสมุย และหน่วยที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม

นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า จากกรณีผู้ประกอบการรายหนึ่งในพื้นที่อำเภอเกาะสมุยถูกชาวต่างชาติข่มขู่จะทำร้ายร่างกาย เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 ซึ่งทางฝ่ายปกครองได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เกาะสมุย ตม.สุราษฎร์ธานี (สมุย) ป่าไม้ และปศุสัตว์ เข้าตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งทางพนักงานสอบสวนได้ดำเนินการเอาผิดกับชาวต่างชาติคนดังกล่าวตามกฎหมายอย่างรวดเร็ว และสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม ซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องเชื้อชาติ หากมีใครก็ตามที่มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ทำตนยิ่งใหญ่กว่ากฎหมาย ไม่ว่าชาติไหน เราก็ปล่อยไม่ได้ ที่นี่คือบ้านของเราที่ต้องช่วยกันดูแล จึงต้องขอขอบคุณทุกฝ่ายที่ได้ให้ความมั่นใจกับทุกคนที่จะร่วมกันดูแลเกาะสมุยให้เป็นพื้นที่รับแขกที่พร้อมต้อนรับพี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยวทุกคน

“ขอย้ำว่า ไม่ว่าใครถ้ามีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ก็ต้องจัดการตามกฎหมายโดยที่ไม่มีข้อละเว้น เพราะที่นี่ “เกาะสมุย” คือหนึ่งในไฮไลท์เมืองท่องเที่ยวของประเทศไทย จะให้เรื่องที่ไม่เหมาะสมหรือไม่สมควรมาทำร้ายบ้านของพวกเราไม่ได้ ต้องช่วยกันรักษาภาพรวมให้เกาะสมุยเป็นเมืองท่องเที่ยว เมืองน่าอยู่ เมืองแห่งความสุขของทุกคน” รมช.มหาดไทย กล่าว

จากนั้น นายวรศิษฎ์ ได้ประชุมติดตามการขับเคลื่อนภารกิจของกระทรวงมหาดไทยในพื้นที่ พร้อมทั้งรับฟังเสียงสะท้อนสภาพปัญหาและแนวทางแก้ไขที่ต้องขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาล และกระทรวงมหาดไทยใน 4 ประเด็น ได้แก่ 1. การขาดแคลนน้ำประปาในพื้นที่จากผลกระทบสภาวะอากาศ และจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งในปัจจุบันแม้ว่าการประปาส่วนภูมิภาคจะเพิ่มการส่งน้ำมายังเกาะสมุยถึงวันละ 26,000 ลูกบาศก์เมตร แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อปริมาณความต้องการใช้น้ำ ด้วยสภาพอากาศที่ไม่มีฝนตกต้องตามฤดูกาล ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องซื้อน้ำจากภาคเอกชนที่ไม่สามารถส่งน้ำได้ทันต่อความต้องการ 2. โรงบำบัดน้ำเสียไม่เพียงพอกับสภาพการใช้น้ำ ที่สามารถบำบัดน้ำเสียได้เพียงวันละประมาณ 15,000 ลูกบาศก์เมตร จากปริมาณน้ำ 30,000 ลูกบาศก์เมตร 3. การดำเนินโครงการวางท่อระบายน้ำบ้านบางรักษ์ที่ยังไม่แล้วเสร็จ และไม่มีการติดตั้งป้ายเตือนหรือปรับพื้นที่ที่อยู่ระหว่างดำเนินการให้เหมาะต่อการใช้ประโยชน์ของประชาชนและนักท่องเที่ยวชั่วคราว และ 4. การขาดแคลนแรงงาน ในช่วงฤดูดาลท่องเที่ยว

นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ตนจะได้นำสภาพปัญหาที่ได้รับจากพื้นที่เกาะสมุยในวันนี้หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในเรื่องแรก คือ การขาดแคลนน้ำประปา จะได้เชิญการประปาส่วนภูมิภาคเข้าหารือถึงแนวทางการบรรเทาปัญหา อาทิ การซื้อน้ำจากภาคเอกชนเพื่อจ่ายให้กับผู้ใช้น้ำ ตามอำนาจหน้าที่และระเบียบของการประปาส่วนภูมิภาค สำหรับประเด็น การก่อสร้างโรงบำบัดน้ำเสียให้เพียงพอต่อการบำบัดน้ำ จะได้ประสานกรมเจ้าท่าพิจารณาอนุญาตใช้พื้นที่ รวมทั้งให้คำแนะนำเทศบาลนครเกาะสมุย ประสานองค์การจัดการน้ำเสีย ดำเนินการทั้งทางวิชาการและการปฏิบัติการ สำหรับประเด็นการวางท่อระบายน้ำบ้านบางรักษ์ จะได้เชิญเจ้าหน้าที่กรมโยธาธิการและผังเมืองที่เป็นผู้รับผิดชอบโครงการดังกล่าวเข้าให้ข้อมูลและหามาตรการแก้ไขปัญหาโดยเร่งด่วน และประเด็นการขาดแคลนแรงงาน จะได้หารือร่วมกับกระทรวงแรงงานถึงข้อกฎหมายและแนวทางในการส่งเสริมแรงงานต่างด้าวทำงานให้เพียงพอต่อความต้องการภาคการท่องเที่ยวและบริการ

“ทุกอย่างที่ได้รับเรื่อง ผมทำทุกอย่าง และมีทีมงานอัพเดทความก้าวหน้า โดยทางจังหวัดและอำเภอจะเป็นผู้ประสานงานภาครัฐร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อที่จะอัพเดทข้อมูลกับพื้นที่ และทำให้การแก้ไขปัญหานำไปสู่ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม เกิดประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องประชาชนชาวเกาะสมุย และที่สำคัญคือเกิดประโยชน์ต่อภาพลักษณ์ของ “เกาะสมุย” พื้นที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศไทยอย่างยั่งยืน”รมช.มหาดไทย กล่าว.



