การจัดตั้ง “ศูนย์อำนวยการร่วมพิทักษ์ความมั่นคงทางเกษตรและอาหารพระพิรุณ (ศพร.)” ที่มี”สรวุฒิ เนื่องจำนงค์”นั่งเก้าอี้ เป็นผู้บัญชาการศูนย์อำนวยการ คือแนวคิดที่แทบไม่มีใครคัดค้าน
เพราะในวันที่สินค้าเกษตรผิดกฎหมายทะลักเข้าประเทศ วันที่ผลไม้เถื่อน เนื้อสัตว์เถื่อน และสินค้าเกษตรไร้มาตรฐานกลายเป็นปัญหาซ้ำซาก ประเทศไทยก็สมควรมี “แม่ทัพ” ที่คอยประสานทุกหน่วยงานให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน
คำถามจึงไม่ใช่ว่า ควรมี ศพร. หรือไม่ เมื่อมีแล้ว ประเทศไทยได้อะไรเพิ่มขึ้น
หากย้อนดูข่าวตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา จะพบว่าข่าวการจับกุมยังเป็นผลงานของด่านศุลกากร ตำรวจ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ทหาร ฝ่ายปกครอง หรือหน่วยงานเฉพาะด้านเป็นส่วนใหญ่
นั่นทำให้เกิดคำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า บทบาทของ ศพร. อยู่ตรงไหนในภาพนี้
ศพร. อาจกำลังทำงานอยู่เบื้องหลัง และอาจมีภารกิจที่สาธารณชนไม่เห็น
แต่ปัญหาของหน่วยงานที่เกิดมาเพื่อ “อำนวยการ” คือ หากไม่มีผลลัพธ์ให้ประชาชนรับรู้ สุดท้ายคนก็จะจดจำได้เพียงว่า “มีศูนย์อีกแห่งหนึ่ง” ในระบบราชการไทย เราไม่เคยขาดศูนย์อำนวยการ ไม่เคยขาดคณะกรรมการ ไม่เคยขาดคำสั่งแต่งตั้ง
สิ่งที่ขาดคือ ตัวชี้วัดที่ประชาชนจับต้องได้
หลังตั้ง ศพร. ของเถื่อนลดลงกี่เปอร์เซ็นต์ การลักลอบนำเข้าสินค้าลดลงหรือไม่ ราคาสินค้าเกษตรของไทยดีขึ้นเพราะการบังคับใช้กฎหมายมากน้อยเพียงใด เครือข่ายลักลอบรายใหญ่ถูกทลายไปกี่เครือข่าย
คำถามเหล่านี้ ไม่ใช่คำถามของฝ่ายค้าน ไม่ใช่คำถามของสื่อ แต่เป็นคำถามของเกษตรกรที่กำลังแข่งขันกับสินค้าผิดกฎหมายทุกวัน
ทุกครั้งที่มีการประชุม ภาพข่าวมักเต็มไปด้วยแผนงาน แผนบูรณาการ และคำประกาศว่าจะ “เอาจริง”
แต่คำว่า “เอาจริง” จะมีความหมายก็ต่อเมื่อคนทำผิดเริ่มหวาดกลัว มากกว่าคนสุจริตที่เริ่มหมดหวัง
หน่วยงานที่ดี ไม่จำเป็นต้องแถลงข่าวทุกวัน
แต่ต้องทำให้คนที่คิดจะลักลอบสินค้าเกษตรรู้สึกว่า ต้นทุนของการทำผิดสูงเกินกว่าจะเสี่ยง
และต้องทำให้เกษตรกรรู้สึกว่า รัฐยืนอยู่ข้างคนทำถูก มากกว่าปล่อยให้คนทำผิดได้เปรียบ
บางครั้ง…ศัตรูของระบบราชการไม่ใช่การทุจริต แต่คือความเคยชินกับการวัดผลงานจากจำนวนการประชุม มากกว่าจำนวนปัญหาที่หายไป
ศพร. ยังมีโอกาสพิสูจน์ตัวเอง แต่เวลาของความคาดหวัง กำลังเดินเร็วกว่าปฏิทินการประชุม เพราะสุดท้ายแล้ว เกษตรกรไม่ได้ถามว่ามีศูนย์กี่แห่ง
เขาถามเพียงว่า… วันนี้ รัฐทำให้เขาขายผลผลิตได้อย่างเป็นธรรมมากกว่าเมื่อวานหรือยัง



