เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 11 สิงหาคม 2569 ที่วัดป่าอดุลยาราม เขตเทศบาลนครขอนแก่น นายพิชัย วันตา นายอำเภอเมืองขอนแก่น พร้อมด้วย พ.ต.อ.ยศวัจน์ แก้วสืบธัญนิจ ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น พระครูอดุลสารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม เจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น และผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดขอนแก่น ร่วมแถลงข่าวกรณีเกิดเหตุบุคคลประมาณ 10 คน ทั้งชายและหญิง นำท่อและรถผสมปูนเข้ามาตั้งบริเวณทางเข้า–ออกวัด ก่อนเทปูนปิดทางเข้า–ออกทุกจุด พร้อมนำป้ายมาติดตั้ง แจ้งให้คณะสงฆ์ขนย้ายสิ่งของออกจากพื้นที่ภายใน 15 วัน
นายพิชัย กล่าวว่า ต้นเหตุของเหตุการณ์ดังกล่าวสืบเนื่องจากข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดินระหว่างวัดกับฝ่ายทายาทของผู้บริจาคที่ดิน โดยฝ่ายทายาทในฐานะผู้จัดการมรดกหรือบุตรของผู้บริจาค ต้องการเรียกคืนที่ดินบางส่วนบริเวณที่ตั้งวัด
ที่ผ่านมา ภรรยาของผู้บริจาคในฐานะคู่สมรสเคยยื่นฟ้องเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าว และคดีได้ผ่านการพิจารณาจากศาลทั้ง 3 ชั้น โดยฝ่ายวัดเป็นผู้ชนะคดี ต่อมาภรรยาของผู้บริจาคเสียชีวิต บุตรจึงยื่นขอเป็นผู้จัดการมรดกและยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อขอที่ดินบางส่วนคืน
สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทางวัดเชื่อว่ากลุ่มบุคคลที่เข้ามาปิดทางเข้า–ออกน่าจะเกี่ยวข้องกับฝ่ายทายาท เนื่องจากมีการนำป้ายข้อความเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินมาติดตั้งไว้หลายจุด อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่
นายอำเภอเมืองขอนแก่น กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้พระสงฆ์ภายในวัดเกิดความวิตกกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัย จึงได้ประสานตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น เข้ามาตรวจสอบ ดูแลความสงบเรียบร้อย และสร้างความมั่นใจให้แก่คณะสงฆ์
ด้าน พ.ต.อ.ยศวัจน์ กล่าวว่า ตำรวจและฝ่ายปกครองได้ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์ หลังเจ้าอาวาสเข้าแจ้งความร้องทุกข์ว่าได้รับความเดือดร้อน ซึ่งถือเป็นคำร้องทุกข์ตามกฎหมาย พนักงานสอบสวนจึงรับเรื่องไว้และลงตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุแล้ว

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม เนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของพระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์ ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ
ส่วนข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้น พ.ต.อ.ยศวัจน์ กล่าวว่า เมื่อคู่กรณีได้ยื่นฟ้องต่อศาลแล้ว ก็ต้องดำเนินการไปตามกระบวนการยุติธรรมและคำวินิจฉัยของศาล
“สำหรับกรณีกลุ่มบุคคลเข้ามาวางท่อและเทปูนปิดทางเข้า–ออกวัด จากการรับฟังข้อเท็จจริงเบื้องต้น ตำรวจเห็นว่าเป็นการรบกวนสิทธิของวัดและเข้าข่ายความผิดฐานบุกรุกในเวลากลางวัน ส่วนจะเข้าข่ายข้อกฎหมายหรือความผิดฐานใดเพิ่มเติม ต้องพิจารณารายละเอียดและพยานหลักฐานอีกครั้งในขั้นตอนการสืบสวนสอบสวน”
ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น กล่าวอีกว่า ขณะนี้ตำรวจอยู่ระหว่างตรวจสอบว่ามีบุคคลใดเข้ามาดำเนินการและมีใครร่วมก่อเหตุบ้าง โดยเจ้าหน้าที่มีคลิปวิดีโอที่บันทึกเหตุการณ์ไว้ทั้งหมด และจะเร่งพิสูจน์ทราบตัวบุคคล ก่อนเรียกผู้เกี่ยวข้องมาสอบสวน เพื่อหาตัวผู้กระทำความผิด รวมถึงตรวจสอบมูลเหตุจูงใจต่อไป
ทั้งนี้ สภ.เมืองขอนแก่นจะจัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาดูแลและประจำอยู่ภายในวัดในช่วงนี้ หากพระสงฆ์มีความประสงค์เดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ ตำรวจจะเข้าดูแลความปลอดภัยอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่คณะสงฆ์และประชาชนที่เดินทางมาที่วัด
ด้านนายพงษ์สุวัจน์ ไชยต้นเทือก เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า เอกสารหลักฐานเกี่ยวกับที่ดินบริเวณวัดแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ที่ดินมีโฉนด เนื้อที่ประมาณ 21 ไร่ และที่ดินไม่มีโฉนด แต่มีหลักฐาน ส.ค.1 เนื้อที่ประมาณ 5 ไร่
โดยในปี 2533 ผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดได้ยกที่ดินให้วัด โดยแสดงเจตนาให้นำไปใช้สร้างวัด ต่อมาในปี 2535 ผู้ถือกรรมสิทธิ์เสียชีวิต ภรรยาจึงยื่นขอเป็นผู้จัดการมรดก กระทั่งปี 2544 ภรรยาของผู้บริจาคยื่นฟ้องขับไล่ในส่วนที่ดิน 5 ไร่ ซึ่งอยู่ติดกับที่ดิน 21 ไร่ เนื่องจากมีแม่ชีเข้าไปสร้างที่อยู่อาศัย
จากคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง ภรรยาของผู้บริจาคยอมรับว่าทราบว่าสามีได้ยกที่ดิน 21 ไร่ให้วัดแล้ว และไม่ได้ติดใจในที่ดินส่วนดังกล่าว แต่ยังติดใจในส่วนที่ดิน 5 ไร่ ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าการยกให้ที่ดินมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย และโจทก์ไม่ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดิน 5 ไร่ จึงมีคำพิพากษายกฟ้อง
ฝ่ายโจทก์ยื่นอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องเช่นกัน ก่อนยื่นฎีกา โดยศาลฎีกาเห็นว่าประเด็นดังกล่าวเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ไม่ใช่ปัญหาข้อกฎหมาย จึงไม่รับพิจารณา ทำให้คดีดังกล่าวสิ้นสุดลง
อย่างไรก็ตาม ต่อมาภรรยาของผู้บริจาคเสียชีวิต บุตรได้เข้ามาเป็นผู้จัดการมรดก และนำที่ดิน 5 ไร่ไปยื่นขอออกโฉนด แต่เมื่อดำเนินการรังวัดพบว่า เนื้อที่ตามการรังวัดเพิ่มเป็นกว่า 6 ไร่ และมีส่วนทับซ้อนกับพื้นที่สวนหย่อมและสวนสาธารณะของเทศบาลนครขอนแก่น ทำให้เทศบาลฯ ยื่นคัดค้าน

นายพงษ์สุวัจน์ กล่าวว่า ฝ่ายบุตรในฐานะผู้จัดการมรดกมีข้อโต้แย้งต่อเจ้าหน้าที่รัฐหลายประเด็น ทั้งการขอให้เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดตามผลการรังวัดใหม่ การอ้างว่าที่ดินเป็นสินสมรส และการขอให้รังวัดและออกโฉนดในบางส่วนให้แก่วัด โดยประเด็นดังกล่าวมีการต่อสู้คดีจนถึงชั้นศาลฎีกา
สำหรับราคาประเมินที่ดินบริเวณดังกล่าว เจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่นให้ข้อมูลว่า ตามราคาประเมินของกรมธนารักษ์ รอบปี 2566–2569 โฉนดเลขที่ 61945 เนื้อที่ 21 ไร่ 3 งาน 61 ตารางวา มีราคาประเมินตารางวาละ 8,900 บาท คิดเป็นราคาประเมินรวมประมาณ 77,972,900 บาท
ขณะที่นางณัฏฐนันท์ เลี้ยวสกุลนำชัย นักวิชาการศาสนาชำนาญการพิเศษ สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า ได้ประสานคณะปกครองสงฆ์ ทั้งเจ้าคณะอำเภอและเจ้าคณะตำบล เข้ามาถวายคำแนะนำแก่พระสงฆ์ พร้อมแนะนำให้วัดลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน โดยเฉพาะกรณีป้ายข้อความที่ถูกนำมาติดตั้งภายในบริเวณวัด
เนื่องจากประชาชนที่สัญจรผ่านไปมาอาจอ่านข้อความและเกิดข้อสงสัย หรือเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับสถานะของวัดและพระสงฆ์ จนอาจส่งผลกระทบต่อความศรัทธาในพระพุทธศาสนา
สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดขอนแก่นจึงฝากถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า หากป้ายดังกล่าวจำเป็นต้องเก็บไว้เป็นพยานหลักฐานในคดี และสามารถดำเนินการได้ ขอให้พิจารณาเคลื่อนย้ายออกจากบริเวณวัด เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนที่ไม่ทราบข้อเท็จจริงเข้าใจว่า พระสงฆ์หรือพุทธศาสนิกชนที่เข้ามาปฏิบัติธรรมและประกอบกิจกรรมทางศาสนาภายในวัดเป็นผู้บุกรุก
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่าจะเร่งตรวจสอบพยานหลักฐานและพิสูจน์ทราบตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ ก่อนดำเนินการตามกฎหมาย ขณะที่ข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดินจะต้องเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมและการพิจารณาของศาลต่อไป



