กรณีกลุ่มชายฉกรรจ์กว่า 10 คน เข้าดำเนินการนำท่อระบายน้ำและปูนซีเมนต์มาวางปิดกั้นทางเข้า-ออก วัดป่าอดุลยาราม ซึ่งตั้งอยู่ภายในชุมชนกังสดาล ด้านข้างมหาวิทยาลัยขอนแก่น เขตเทศบาลนครขอนแก่น พร้อมติดตั้งป้ายแจ้งให้รื้อถอนสิ่งของภายในวัดออกจากพื้นที่ภายใน 15 วัน จนกลายเป็นประเด็นพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินและสถานะของวัดที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่องนั้น

ล่าสุด เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 12 ส.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวได้ประสานไปยัง นางเอ (สงวนชื่อและนามสกุล) ทายาทและหลานสาวของนายเฮียง ซึ่งให้ข้อมูลทางโทรศัพท์ว่า ปมปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดิน โดยโฉนดเลขที่ 61945 เนื้อที่ 21 ไร่ และหากรวมพื้นที่ตั้งแต่ส่วนหัวไร่ไปจนถึงนา จะมีพื้นที่ประมาณ 28 ไร่เศษ เดิมเป็นที่ดินของนายเฮียง ซึ่งเป็นคุณตาของตน และปัจจุบันครอบครัวยังคงถือว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว

นางเอ เปิดเผยว่า ขณะนี้ครอบครัวได้ยื่นขอออกโฉนดที่ดินใหม่ต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น โดยสำนักงานที่ดินได้ประกาศให้ผู้มีส่วนได้เสียคัดค้านเป็นระยะเวลา 30 วัน ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 27 ส.ค. นี้ หากไม่มีผู้คัดค้านหรือดำเนินการใด ๆ ก็จะเข้าสู่กระบวนการตามขั้นตอนต่อไป พร้อมยืนยันว่า ผู้ที่ออกมาแสดงความคิดเห็นหรืออ้างสิทธิเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าว ไม่ได้มีส่วนได้เสียหรือนิติสัมพันธ์กับโฉนดแปลงนี้ ตามข้อมูลที่ครอบครัวตรวจสอบ

สำหรับประเด็นการก่อสร้างและการใช้พื้นที่เป็นวัดนั้น นางเอ กล่าวว่า ตามความเข้าใจของครอบครัว การสร้างหรือตั้งวัดจำเป็นต้องมีเอกสารสิทธิในที่ดินและต้องดำเนินการตามขั้นตอนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงเห็นว่าควรตรวจสอบเอกสารและกระบวนการทั้งหมดอย่างละเอียด โดยเฉพาะกรณีที่มีการอ้างว่าเป็นวัด รวมถึงควรตรวจสอบว่ามีบุคคลอื่นเกี่ยวข้องหรืออยู่เบื้องหลังเรื่องนี้หรือไม่

นางเอ ยังเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน โดยไม่เข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด พร้อมตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับสถานะของวัดป่าอดุลยารามว่า จากการตรวจสอบเอกสารของครอบครัว ไม่พบชื่อวัดดังกล่าวในทำเนียบวัดของเขตคณะสงฆ์ภาค 9 อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวยังเป็นข้อกล่าวอ้างจากฝ่ายทายาทและควรได้รับการตรวจสอบจากหน่วยงานที่มีอำนาจโดยตรง

ส่วนที่มาของการใช้ที่ดิน นางเอ เล่าว่า นายเฮียงมีความตั้งใจที่จะมอบที่ดินเพื่อสร้างวัด เนื่องจากเดิมเป็นผู้จัดสรรที่ดินและดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน จึงมีแนวคิดที่จะสร้างวัดขึ้นในพื้นที่ โดยมีการมอบโฉนดให้จริงเมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2533 แต่ขณะนั้นนายเฮียงมีทะเบียนสมรสกับนางพิมพ์ศรี และการให้ที่ดินมีเงื่อนไขระบุไว้ว่า จะทำนิติกรรมโอนให้ต่อเมื่อวัดก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว

“หมายถึงต้องสร้างวัดให้แล้วเสร็จ มีวิสุงคามสีมา และมีองค์ประกอบต่าง ๆ ที่ชัดเจนว่าเป็นวัด จึงจะทำนิติกรรมให้” นางเอ กล่าว พร้อมระบุว่า ในช่วงเวลานั้นมีข้อกำหนดเกี่ยวกับขนาดพื้นที่สำหรับสร้างวัด โดยพื้นที่ต่ำกว่า 6 ไร่ ไม่สามารถสร้างวัดได้ และในขณะนั้นไม่มีผู้ใดโต้แย้งเรื่องดังกล่าว

ต่อมา วันที่ 15 ธ.ค. 2534 นายเฮียงเสียชีวิต ทายาทจึงเห็นว่านิติกรรมตามเงื่อนไขดังกล่าวสิ้นสุดลง เนื่องจากเงื่อนไขที่กำหนดไว้ยังไม่สำเร็จ และกรรมสิทธิ์ในที่ดินจึงควรตกทอดมายังทายาทตามสิทธิ

นางเอ กล่าวอีกว่า เรื่องดังกล่าวไม่จำเป็นต้องรอให้มีการพิจารณาคดีในศาล เพราะขณะนี้ครอบครัวกำลังดำเนินการขอออกโฉนดใหม่ และเห็นว่าตราบใดที่กรรมสิทธิ์ในที่ดินยังเป็นของนายเฮียง สิทธิดังกล่าวย่อมต้องตกทอดไปยังทายาทตามกฎหมาย ทั้งนี้ ครอบครัวเตรียมนำรถแบ๊กโฮเข้าพื้นที่เพื่อปรับภูมิทัศน์ โดยยืนยันว่าปัญหานี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่มีการพูดคุยและติดตามกันมานานกว่า 20 ปี

“ยังคงมีพระผู้ใหญ่บอกให้ทุบ และตั้งคำถามว่าปล่อยไว้ทำไม เพราะเห็นว่าไม่ใช่วัด แต่ฝ่ายทายาทยังคงให้เกียรติและไม่ได้ดำเนินการใด ๆ ในทันที” นางเอ กล่าว

ขณะที่ พ.ต.อ.ยศวัจน์ แก้วสืบธัญนิจ ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น เปิดเผยว่า หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมกับฝ่ายปกครอง กรมที่ดิน และสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดขอนแก่น เข้าพบและพูดคุยกับ พระครูอดุลย์สารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม แล้ว เจ้าหน้าที่ได้ถวายกำลังใจแก่เจ้าอาวาส พร้อมเตรียมจัดกำลังเข้ามาดูแลความปลอดภัยภายในวัดมากขึ้น ทั้งสายตรวจรถจักรยานยนต์และรถยนต์ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่พระภิกษุภายในวัด

หากพระภิกษุมีความจำเป็นต้องเดินทางออกไปทำกิจธุระ ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อเจ้าหน้าที่จะได้อำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยในการเดินทาง

ส่วนกรณีกลุ่มชายฉกรรจ์ที่เข้ามาดำเนินการปิดทางเข้า-ออกวัด พ.ต.อ.ยศวัจน์ กล่าวว่า ฝ่ายสืบสวนอยู่ระหว่างลงพื้นที่รวบรวมข้อมูลและพยานหลักฐาน ทั้งคลิปวิดีโอที่เผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ รวมถึงภาพจากกล้องวงจรปิดตามเส้นทางและพื้นที่โดยรอบ

เบื้องต้น จากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด เจ้าหน้าที่คาดว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุอาจเป็นบุคคลจากพื้นที่อื่น ที่เดินทางเข้ามาดำเนินการในพื้นที่ เนื่องจากขณะเกิดเหตุไม่ปรากฏคู่กรณีอยู่ในบริเวณดังกล่าว จึงต้องเร่งสืบสวนว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวมาจากพื้นที่ใด

นอกจากนี้ จากพฤติการณ์และองค์ประกอบต่าง ๆ เจ้าหน้าที่มองว่าการดำเนินการดังกล่าว มีการเตรียมการมาเป็นอย่างดี เนื่องจากรถที่ใช้ขนวัสดุก่อสร้าง ทั้งรถขนท่อระบายน้ำและรถโม่ปูนซีเมนต์ มีการปิดบังแผ่นป้ายทะเบียน รวมถึงปิดบังชื่อบริษัท เจ้าหน้าที่จึงขอเวลาในการสืบสวนและตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติม เพื่อให้ข้อเท็จจริงมีความชัดเจน ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้ ปมพิพาทวัดป่าอดุลยารามยังมีทั้งประเด็นกรรมสิทธิ์ในที่ดิน สถานะของวัด และพฤติการณ์ของกลุ่มบุคคลที่เข้าปิดทางเข้า-ออก ซึ่งต่างเป็นประเด็นที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังตรวจสอบ ขณะที่กำหนดครบระยะเวลาประกาศการขอออกโฉนดใหม่ในวันที่ 27 ส.ค. นี้ อาจเป็นอีกหนึ่งจุดสำคัญที่จะทำให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินมีความชัดเจนมากขึ้น