เมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2569 ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีเหตุกราดยิงบ่อยครั้ง ล่าสุดในงาน “ชิม ช้อป ใช้” ที่อนุสาวรีย์พ่อขุนทด อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา เมื่อคืนวันที่ 12 ส.ค. ที่ผ่านมา ว่า วันนี้เราจะแก้ปัญหาเรื่องปืน ต้องกลับมาที่หลักการก่อนว่า ตกลงแล้วนโยบายของรัฐต้องการให้ประชาชนถือครองอาวุธปืนหรือไม่ แต่ก็พบว่าถึงแม้เราจะมีปัญหาเรื่องปืนเถื่อน ก็ต้องยอมรับว่าอาวุธปืนที่ถูกกฎหมายก็ถูกใช้ในลักษณะที่เกิดเหตุสะเทือนขวัญหลายครั้ง จึงต้องกลับมามองว่ากลุ่มคนที่สามารถครอบครองอาวุธปืนถูกกฎหมายนั้น มีความหละหลวมตรงไหน ทั้งเรื่องการตรวจสอบคุณสมบัติผู้ถือครองปืน หากเป็นนโยบายของรัฐที่ต่อไปนี้พยายามไม่ให้มีอาวุธปืน แม้จะถูกต้องตามกฎหมาย ก็ต้องลดสัดส่วนให้ได้มากที่สุด คนที่จำเป็นจริงๆ ต้องระบุให้ได้ว่าเป็นกลุ่มไหน แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ด้วยนโยบายที่ผ่านมา ไม่มีปืนสวัสดิการที่เป็นปืนของแผ่นดิน ที่ตำรวจสามารถยืมได้ จนต้องไปหาซื้อกันเอง ดังนั้นต้องมีมาตรการควบคุม เมื่อเรามองย้อนไปถึงอดีต เจ้าหน้าที่รัฐหลายคนมีความเครียด มีสารเสพติด ที่เกี่ยวพันมา ถ้ารัฐบาลไม่ได้ดำเนินการหรือมีมาตรการเรื่องนี้ สุดท้ายโศกนาฏกรรมจะเกิดขึ้นซ้ำๆ

เมื่อถามว่า มองคำตอบของนายกรัฐมนตรีในเรื่องปืนอย่างไร นายรังสิมันต์ กล่าวว่า สังคมได้ตัดสินนายกรัฐมนตรีไปแล้ว แต่ต้องถามว่าปัญหาในวันนี้คืออะไร ถ้าปัญหาคือมีอาวุธปืนมากเกินไป ท่านต้องแจกแจงออกมาเลยว่ากลุ่มไหนที่สามารถครอบครองปืนได้ ถ้าท่านไม่ให้คนทั่วไปครอบครองปืนได้ จะแก้ปัญหาเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินอย่างไร ถ้าแก้ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้ คนก็จะกลับมาพึ่งพามือไม้ตัวเอง จะเวียนกันไปไม่จบ ซึ่งถ้าจะมีข้อยกเว้นในกลุ่มข้าราชการ ตำรวจ ทหาร ก็ต้องระบุเงื่อนไขให้ได้และสิ่งที่เราเพิกเฉยไม่ได้คือการตรวจสอบสุขภาวะทางจิตของผู้ที่ครอบครองปืน จนถึงวันนี้ ตนทราบว่าไม่ได้มีการตรวจสอบเรื่องเหล่านี้ วันที่เขาได้ปืน เขาอาจจะโอเค แต่มาวันนี้อาจจะไม่ปกติแล้ว ถ้าไม่มีการตรวจสอบก็จะมีปัญหาแบบนี้

เมื่อถามว่า กลุ่มที่โดนพุ่งเป้าคือนักการเมืองที่มีปืนไว้ในครอบครองจำนวนมาก นายรังสิมันต์ กล่าวว่า เราอาจจะเริ่มต้นว่านักการเมือง ตำรวจ ทหาร นักปกครอง ต่างก็มีปืน คำถามคือความจำเป็นของอาวุธปืนมีหรือไม่ แล้วถ้าแก้ไขเรื่องความจำเป็นของอาวุธปืนได้ จะมอบความปลอดภัยให้พวกเขาได้อย่างไร  แม้แต่ตนก็ไม่มั่นใจว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐจะสามารถให้ความปลอดภัยกับตนได้ เผลอๆ น่ากลัวกว่าโจรก็คือเจ้าหน้าที่รัฐนี่แหละ สิ่งเหล่านี้ต้องมาคุยกันว่าถ้ารัฐจะลดอาวุธปืน คำถามที่สำคัญคือจะมอบความปลอดภัยให้เขาได้อย่างไร ถ้าเราสามารถมอบความปลอดภัยให้กับสังคมอย่างแท้จริง  ตนเชื่อว่าความจำเป็นในการครอบครองอาวุธปืนก็จะลดลง แต่ต้องแก้ไขควบคู่ไปกับอาวุธปืนเถื่อนหรืออาวุธไทยประดิษฐ์ทั้งหลาย

เมื่อถามว่า พรรคประชาชนจะเสนอแก้กฎหมาย พ.ร.บ.อาวุธปืนหรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ตอนนี้เราเริ่มมีการพูดคุย ตนในฐานะประธาน กมธ.การกฎหมายฯ เบื้องต้นได้หารือกับทีมที่ปรึกษา เลขานุการ กมธ. ว่าเรื่องนี้เรามีความจำเป็นที่จะต้องเตรียมการ เพราะสถานการณ์นี้ ถ้าไม่มีทางออกอาจจะเกิดขึ้นซ้ำ อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลและจะมีการพิจารณาต่อไป

เมื่อถามว่า คำว่า “ความจำเป็นในการครอบครองปืน” สามารถนิยามได้หรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ต้องมีหลักฐานที่ชัดเจน เช่น ถ้ามีประวัติเกี่ยวกับการถูกคุกคาม คนร้ายคนนั้นยังจับตัวไม่ได้ ตนก็คิดว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ใช้ดุลพินิจได้ หรือเป็นอาชีพที่จำเป็นจริงๆ สิ่งที่ต้องตามมาคือการตรวจสุขภาวะให้ชัดเจน

“ตกลงแล้ว ท่านอนุทินอยากให้สังคมไทยมีอาวุธปืนมากน้อยแค่ไหน ถ้าท่านจะเอาแบบญี่ปุ่น คือจำกัดเยอะๆ ท่านต้องมีนโยบายให้เขา ไม่ว่าจะเป็นการรับซื้ออาวุธปืนหรือการอภัยโทษหรือไม่ เพื่อจูงใจให้เขากล้าเอาปืนที่ผิดกฎหมายคืนให้รัฐ ถ้านักการเมืองจะต้องมีปืน อาจจะไม่ทุกคน ควรพิจารณาบนข้อเท็จจริง ย้ำว่าไม่ใช่ทุกคนที่ถูกคุกคาม ดังนั้น ไม่ควรจะมองแค่อาชีพอย่างเดียว ไม่ใช่ว่าเป็นนักการเมืองเท่ากับต้องมีปืน แต่ต้องดูว่ามีความจำเป็นอะไร” นายรังสิมันต์ กล่าว

เมื่อถามว่า นักการเมืองบางคนมี 30-40 กระบอก จำเป็นหรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า “30-40 กระบอก ผมว่าอาจจะเกินกว่าความจำเป็นในการป้องกันตัว ถ้าจะมีปืนราวกับว่ามีรถในโกดัง ผมคิดว่าไม่ใช่ความจำเป็น ผมยังมองว่าในจุดยืนส่วนตัว อาวุธปืนควรถูกใช้เพื่อป้องกันตัวเอง ถ้าใช้เพื่อป้องกันตัวเอง การมีอาวุธปืนเป็นคลังแสงอาจจะไม่ใช่คำตอบเรื่องการป้องกันตัวเอง”.