นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ(บอร์ด) รฟท. มีมติเห็นชอบขยายเวลาทำการตามสัญญา และแก้ไขสัญญาจ้างก่อสร้างโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย และรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ในการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูง(ไฮสปีด) เพื่อเชื่อมโยงภูมิภาค ช่วงกรุงเทพฯ-หนองคาย ระยะ(เฟส)ที่ 1 ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา งานสัญญาที่ 3-3 งานโยธา ช่วงบันไดม้า-ลำตะคอง ออกไปอีก 655 วัน จากเดิมสิ้นสุดวันที่ 3 ก.ย.2569 เป็นวันที่ 19 มิ.ย. 2571 เนื่องจาก รฟท. ส่งมอบพื้นที่ล่าช้า ปัจจุบันงานก่อสร้างสัญญาที่ 3-3 มีความคืบหน้าการก่อสร้างประมาณ 60%

นายอนันต์ กล่าวอีกว่า สาเหตุที่ก่อนหน้านี้ไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างในบางจุดได้ เนื่องจากงานก่อสร้างโครงการรถไฟทางคู่ สายอีสาน ช่วงมาบกะเบา – ชุมทางถนนจิระ ของสัญญาที่ 1 ช่วงมาบกะเบา-คลองขนานจิตร มีการก่อสร้างล่าช้า ยังไม่แล้วเสร็จ จึงทำให้ยังไม่สามารถรื้อทางรถไฟเดิมที่ขวางพื้นที่ก่อสร้างอยู่ได้ เพราะต้องใช้เป็นเส้นทางสำหรับเดินรถไฟ เพื่อให้บริการตามปกติอยู่ แต่ปัจจุบันสัญญาที่ 1 ก่อสร้างแล้วเสร็จ และสามารถเปิดเดินรถบางส่วนได้แล้ว จึงทำให้สามารถส่งมอบพื้นที่ให้ผู้รับจ้างเข้าก่อสร้างในพื้นที่ที่ไม่สามารถเข้าไปดำเนินการก่อนหน้านี้ได้แล้ว
นายอนันต์ กล่าวต่อว่า สำหรับโครงการรถไฟไฮสปีด ไทย-จีน เฟสที่ 1 ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ระยะทาง 253 กิโลเมตร(กม.) มี 14 สัญญา ปัจจุบันภาพรวมการก่อสร้างมีความคืบหน้าประมาณ 55% รฟท. ตั้งเป้าหมายว่างานก่อสร้างจะแล้วเสร็จในปี 2573 จากนั้นจะทดลองเดินรถ เปิดให้บริการในปี 2574 อย่างไรก็ตามขณะนี้เหลือ 2 สัญญาที่ยังไม่ได้ก่อสร้าง ได้แก่ สัญญาที่ 4-1 ช่วงบางซื่อ-ดอนเมือง ระยะทาง 15.21 กม. ซึ่งเป็นช่วงที่มีโครงสร้างทับซ้อนกับโครงการรถไฟไฮสปีดเชื่อมสามสนามบิน และสัญญาที่ 4-5 ช่วงบ้านโพ-พระแก้ว ระยะทาง 13.3 กม.

นายอนันต์ กล่าวอีกว่า รฟท. จะเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) ภายในปี 2569 เพื่อขอเปลี่ยนแปลงหลักการก่อสร้าง โดย รฟท. จะก่อสร้างเอง จากเดิมให้คู่สัญญาโครงการรถไฟไฮสปีดเชื่อมสามสนามบินเป็นผู้ดำเนินการ พร้อมทั้งขอปรับเพิ่มวงเงิน เพราะเดิมวงเงินที่อยู่ในโครงการรถไฟไฮสปีดไทย-จีน มีเพียงงานก่อสร้างทางวิ่ง ประมาณ 4 พันล้านบาท ต้องนำวงเงิน 1.8 หมื่นล้านบาท ของงานฐานราก และเสาตอม่อ ที่อยู่ในโครงการรถไฟไฮสปีดเชื่อมสามสนามบิน มาบรรจุไว้ในโครงการรถไฟไฮสปีดไทย-จีนด้วย โดยวงเงินรวมสัญญาที่ 4-1 ประมาณ 2.2 หมื่นล้านบาท คาดว่าจะเปิดประมูล และเริ่มก่อสร้างในปี 2570 ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2573
นายอนันต์ กล่าวต่อว่า ขณะที่สัญญาที่ 4-5 รฟท. เตรียมเปิดประมูลจ้างที่ปรึกษาภายในปี 2569 เพื่อออกแบบรายละเอียด (Detailed Design) อาคารสถานี พร้อมขุดสำรวจทางโบราณคดี ใช้เวลาประมาณ 1 ปี ซึ่งเป็นการดำเนินการตามข้อกำหนดของกรมศิลปากร วงเงินประมาณ 30-40 ล้านบาท ส่วนก่อนหน้านี้เป็นการออกแบบเบื้องต้น

ผู้สื่อข่าวถามถึงความคืบหน้าการเปิดประมูลสร้างทางวิ่งก่อน และสร้างสถานีภายหลัง นายอนันต์ กล่าวว่า ได้สอบถามการดำเนินการดังกล่าวไปยังสำนักงานอัยการสูงสุด มีความเห็นตอบกลับมาว่า ตามหลักการไม่สามารถทำได้ จึงต้องดำเนินการเรื่องสถานีให้จบ และเปิดประมูลก่อสร้างสัญญาที่ 4-5 คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างปี 2571 แล้วเสร็จในปี 2573
นายอนันต์ กล่าวด้วยว่า ส่วนงานสัญญาที่ 2.3 งานวางราง และระบบการเดินรถ ระบบอาณัติสัญญาณ พร้อมขบวนรถ ดำเนินการโดยฝ่ายจีน ขณะนี้งานออกแบบรายละเอียดยังส่งให้ รฟท. ไม่ครบ 100% เหลือบางส่วน ขณะเดียวกัน รฟท. ยังติดปัญหาส่งมอบพื้นที่ จึงยังไม่สามารถออกหนังสือแจ้งให้เริ่มงาน (NTP) ฉบับที่ 2 ให้ฝ่ายจีนเข้าพื้นที่เริ่มก่อสร้างได้ อย่างไรก็ตามเวลานี้สัญญาที่ 2.3 สิ้นสุดแล้วเมื่อเดือน เม.ย.2569 จึงต้องนำทั้ง 2 ประเด็นมาหารือร่วมกัน เบื้องต้นอาจขยายอีก 52 เดือน แต่ยังไม่ใช่ข้อสรุป

อย่างไรก็ตามแม้โครงการรถไฟไฮสปีดไทย-จีน จะก่อสร้างแล้วเสร็จ 2 สัญญา แต่ยังไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ให้เข้ามาวางรางได้ เพราะต้องเป็นเส้นทางที่ต่อเนื่องกัน กำลังวางแผนร่วมกันอยู่ว่าต้องเร่งรัดจุดใดบ้าง เพื่อให้เป็นพื้นที่ต่อเนื่องไม่ขาดตอนให้เริ่มวางรางได้ ไม่ให้งานภาพรวมล่าช้า ส่วนเรื่องขบวนรถ จะใช้รูปแบบลักษณะรถตามมาตรฐานของจีน อยู่ระหว่างพิจารณาเลือกสี ซึ่งมีแนวทางจากที่สถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง(องค์การมหาชน) หรือสทร. นำเสนอ คาดว่าจะนำมาปรับใช้ อาทิ สีแดง และขาว ทั้งนี้การผลิตรถคาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการประมาณ 2 ปี



