“…คนเหล่านี้ เป็นลูกชาวไร่ ชาวนาที่ยากจนที่สุด และข้าพเจ้าเลือกมาเป็นพิเศษ เลือกจากความยากจน ครอบครัวไหนยากจนที่สุด แล้วมีลูกมากที่สุด จะเลี้ยงตัวเองไม่ได้ ข้าพเจ้าจึงเลือกมา แล้วมาอยู่ในพระบรมมหาราชวัง ที่ตึกเก่า ๆ ที่ดั้งเดิมเป็นที่อยู่ของเจ้านายต่าง ๆ มากมายก่ายกอง ข้าพเจ้าให้เขาอยู่ที่นั่น แล้วก็มาทำการฝึกฝนที่จิตรลดา…” สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระราชดำรัสที่พระราชทานแก่คณะบุคคลต่าง ๆ ที่เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2550
จากโรงฝึกศิลปาชีพ ในสวนจิตรลดาในช่วงแรกมาสู่ “สถาบันสิริกิติ์” ศูนย์กลางในการฝึกอบรมราษฎรที่ทรงรับมาจากครอบครัว ชาวนา ชาวไร่ ผู้ยากจน ไม่มีที่ทำกิน โดยมุ่งมั่นที่จะพัฒนาช่างฝีมือ จากงานศิลปะขั้นพื้นฐานเป็นงานศิลปะชั้นสูง โดยได้ประยุกต์และพัฒนางานศิลปาชีพในแผนกต่าง ๆ ซึ่งทำให้เกิดผลงานชิ้นสำคัญที่ต้องอาศัยความงดงามของศิลปะแต่ละแผนกเข้าด้วยกัน ตลอดจนอนุรักษ์และส่งเสริมงานศิลปหัตถกรรมงานช่างศิลป์โบราณที่เกือบจะสูญหายให้กลับมาอีกครั้ง


และผลงานเหล่านั้นที่มาจากฝีมือของช่างที่ยังคงผลิตผลงานอย่างต่อเนื่อง ถูกรวบรวมไว้ที่ “พิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน” จ.พระนครศรีอยุธยา พิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมผลงานของช่างสถาบันสิริกิติ์ ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงตั้งพระราชหฤทัยให้มีพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมผลงานตั้งแต่เริ่มทำในระยะแรก ๆ จนถึงผลงานประณีตศิลป์ชิ้นเอก (Masterpiece) ที่ช่างสถาบันสิริกิติ์รังสรรค์อย่างพิถีพิถัน และที่นี่ก็คือส่วนหนึ่งของเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงจากพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพมหานคร สู่ศูนย์ศิลปาชีพเกาะเกิด จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ภายใต้แนวคิด “เกาะเกิดศิลป์ แผ่นดินสยาม” เพื่อร่วมเทิดพระเกียรติและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 12 สิงหาคม 2569เกาะเกิดศิลป์ แผ่นดินสยาม” เป็นโครงการที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จัดขึ้นโดยเชิญชวนผู้สนใจเดินทางไปสัมผัสคุณค่าของงานประณีตศิลป์ชั้นสูงของไทย ณ พิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน ตำบลเกาะเกิด อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แหล่งรวบรวมผลงานอันวิจิตรงดงามที่สะท้อนภูมิปัญญา ความประณีต และฝีมือของช่างศิลป์ไทย อันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของประเทศ
เส้นทางที่เชิญชวนผู้สนใจมาร่วมประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมที่เชื่อมโยง ศิลปะการแสดง งานประณีตศิลป์ และภูมิปัญญาไทย เข้าไว้ด้วยกัน ถ่ายทอดเรื่องราวของ “เสน่ห์ไทย” ผ่านผลงานศิลป์และองค์ความรู้ที่ได้รับการสืบทอดมาอย่างยาวนาน พร้อมเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ ครอบครัว นักท่องเที่ยว และผู้สนใจด้านศิลปวัฒนธรรม ได้เรียนรู้และสัมผัสคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมไทยอย่างใกล้ชิด


จากจุดเริ่มต้นจากพระบรมมหาราชวัง มุ่งหน้าสู่จุดหมายแรก “อาคารเรียน-รู้-เรื่องโขน” แหล่งเรียนรู้ว่าด้วยนาฏกรรมชั้นสูงของไทยที่มีการจัดแสดงผลงานศิลปกรรมแขนงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการแสดงโขน ไม่ว่าจะเป็น ฉาก เครื่องประกอบฉาก หัวโขน ตลอดจน เครื่องพัสตราภรณ์หรือเครื่องแต่งกายของโขน ผ้าปักและอุปกรณ์ตกแต่ง อย่างดิ้นด้านทอง ดิ้นมันทอง ดิ้นโปร่งทอง ดิ้นข้อทอง แล่งนมสาว เลื่อม ปีกแมลงทับ
เครื่องประดับศีรษะทั้งชฎา มงกุฎ รัดเกล้า กุณฑล และกรรเจียกจอน เครื่องประดับลำตัว ได้แก่ สร้อยสังวาล กรองคอ และเข็มขัด เครื่องประดับเอวและลำตัวส่วนล่างอย่างตาบ หรือชายแครง และ กรวยเชิง รวมไปถึงเครื่องประดับแขนและมือ ทั้งทองกร กำไลข้อเท้า และกำไลข้อมือ แหวน และลูกไม้ปลายมือ
เรื่อยมาจนถึงอุปกรณ์สำคัญอย่าง “หัวโขน” มาครบทั้งพระพิฆเนศ พระอิศวร พระพรหม พระอินทร์ หัวยักษ์ หัวลิง ที่แตกต่างทั้งหน้าตาและสีสันตามตแต่ตัวละครนั้น ๆ โดยมีมุมสาธิตการทำหัวโขน ที่เปิดให้เรียนรู้กระบวนการสร้างหัวโขน ตั้งแต่การปั้น การลงรักปิดทอง ไปจนถึงการตกแต่ง นอกจากนี้ยังมีผลงานของนักเรียนที่มาเรียนรู้การทำเครื่องโขนส่วนต่าง ๆ ด้วย


ฉากที่เคยเห็นมาจากการแสดงโขนในแต่ละปีตั้งแต่ครั้งแรก ๆ ถูกรวบรวมไว้ที่นี่ ทั้งฉากหนุมานอมพลับพลา จากตอนศึกมัยราพณ์, ฉากหนุมานเนรมิตกายและนางผีเสื้อสมุทร จากตอนสืบมรรคา, สำเภาหลวงลงกา จากตอนพิเภกสวามิภักดิ์ รวมไปถึงฉากท้องพระโรงกรุงลงกา หนุมานแผลงฤทธิ์แปลงร่างใหญ่ยักษ์
เดินชมองค์ประกอบโขนต่าง ๆ จนครบ ได้เห็นฉากอันยิ่งใหญ่อลังการแล้ว แน่นอนว่าจะต้องได้ชมการแสดง “โขน” ด้วย ในวันเริ่มต้นโครงการซึ่งตรงกับวันที่ 12 สิงหาคม มีการจัดแสดงโขน ตอน พรหมาศ ที่จัดขึ้นเพื่อถวายความอาลัยและรำลึก ถึงพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ใครที่พลาดชมรอบนี้ไปไม่ต้องเสียใจเพราะตลอดระยะเวลาจัดโครงการจะมีการจัดแสดงโขนสาธิตให้ชมทุกวัน วันละ 1 รอบ เวลา 13.30 น.


ออกจากอาคารเรียน-รู้-เรื่องโขน นั่งรถรางที่ให้บริการเพื่อไปยังพิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน ซึ่งมีการจัดกิจกรรมรอบพิเศษเป็นการแสดงละครนอกเรื่อง “สังข์ทอง ตอนรจนาเสี่ยงพวงมาลัย” จากบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โดยนักแสดงจากไก่แก้วการละคร ของ ดร.สุรัตน์ จงดา
ภายในพิพิธภัณฑ์แบ่งการจัดแสดงเป็นหมวดหมู่ ห้องนิทรรศการใหญ่จัดแสดงงานฝีมือ เช่น เครื่องเงินเครื่องทอง หมู่เรือพระที่นั่งจําลองจากขบวนเรือพระราชพิธี เช่น เรือพระที่นั่งศรีสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งศรีประภัศรไชย ซึ่งกลางลําเรือประดิษฐานบุษบกทองคําประกอบฉัตร และฉากไม้แกะสลัก เรื่อง “สังข์ทอง” และ “หิมพานต์” ส่วนของห้องนิทรรศการ ชั้น 2 มีการจัดแสดงต่าง ๆ เช่น ฉากถมทองขนาดใหญ่ เรื่อง “รามเกียรติ์” ถ่ายทอดในรูปแบบสามมิติ และฉากขนาดใหญ่สองด้านเป็นงานปักเส้นไหมด้วยวิธีโบราณ โดยใช้เส้นไหมน้อยหรือเส้นเล็กที่สุดของรังไหม ปักไล่ระดับและแสงเงาให้เกิดเป็นภาพที่มีมิติงดงาม ประดับด้วยดิ้นทองเลื่อมระยิบและแก้ว ด้านที่หนึ่งเล่าเรื่อง “หิมพานต์” ด้านที่สอง เล่าเรื่อง “อิเหนา”


ออกมาด้านนอกเดินลัดไปทางด้านหลังอาคาร ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของ “เรือนยอดบรมมังคลานุสรณีย์” เรือนยอดทรงไทยเก้าบุษบกหรือ 9 ยอด นับเป็นเรือนยอดที่สูงสุดในประวัติศาสตร์ศิลปะไทย สร้างขึ้นโดยสถาบันสิริกิติ์ เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และทรงพระราชทานนามให้ หมายถึง “เรือนยอดที่สร้างขึ้นเป็นที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติในโอกาสอันเป็นมงคลยิ่งใหญ่”
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และส่งเสริมศิลปหัตถกรรมและภูมิปัญญาไทย โดยเฉพาะงานศิลปาชีพ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการธำรงรักษามรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติ ควบคู่กับการสร้างอาชีพและรายได้แก่ประชาชนในท้องถิ่น ส่งเสริมคุณภาพชีวิต และสืบทอดองค์ความรู้ด้านงานช่างฝีมือไทยจากรุ่นสู่รุ่นอันเป็นรากฐานสำคัญของการสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมไทยให้คงอยู่สืบไป
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดบริการรถรับ–ส่ง โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ระหว่างพระบรมมหาราชวังและศูนย์ศิลปาชีพเกาะเกิด ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 26 ธันวาคม 2569 ให้บริการทุกวันพุธ–อาทิตย์ เที่ยวไปรถออกจากบริเวณถนนหน้าพระลาน ตรงข้ามประตูวิมานเทเวศร์ ฝั่งมหาวิทยาลัยศิลปากร กรุงเทพมหานคร เวลา 11.00 น. และเดินทางถึงศูนย์ศิลปาชีพเกาะเกิด ประมาณ 12.30 น. เที่ยวกลับรถออกจากศูนย์ศิลปาชีพเกาะเกิด เวลา 15.30 น. และเดินทางถึงจุดส่ง ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ อาคาร 4 ประมาณ 16.30–17.00 น. ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าผ่านช่องทางที่โครงการกำหนด โดยรองรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมตามจำนวนที่นั่งของรถในแต่ละรอบ ไม่เกิน 50 ที่นั่ง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม และลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ที่ https://artofthekingdomfreebus.com/



