ปลายเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข โดย นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ออกมาเปิดเผยข้อมูลสถานการณ์การเฝ้าระวังโรคไข้เลือดออก ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.–22 ก.ค. 2569 ประเทศไทยพบผู้ป่วยสะสม 16,094 ราย พบมากในกลุ่มเด็กวัยเรียน (10–19 ปี) และยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเนื่องจากเข้าสู่ช่วงฤดูกาลระบาด ถึงแม้จะพบผู้ป่วยต่ำกว่าปีที่ผ่านมาและต่ำกว่าค่าพยากรณ์ของปี 2569

โดย 5 จังหวัดที่มีอัตราป่วยสูงสุดช่วง 4 สัปดาห์ล่าสุด ได้แก่ สตูล ภูเก็ต นครนายก ระนอง และตรัง พบผู้เสียชีวิตสะสม 26 ราย อัตราป่วยตายร้อยละ 0.16 อัตราป่วยตายสูงสุดในกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป และกลุ่มอายุ 40-49 ปี ปัจจัยเสี่ยงเสียชีวิตที่สำคัญ ได้แก่ ภาวะอ้วน โรคประจำตัว เข้ารับการรักษาล่าช้า และได้รับยาต้านการอักเสบกลุ่ม NSAIDs 

นพ.มณเฑียร ย้ำว่า โรคไข้เลือดออกเกิดจากเชื้อไวรัสเดงกีโดยมียุงลายเป็นพาหะนำโรค ผู้ป่วยมักมีอาการไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว ปวดกระบอกตา คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องรุนแรง เบื่ออาหาร หรือมีผื่นแดงตามร่างกาย บางรายอาจมีอาการรุนแรงจนเกิดภาวะช็อกและเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว และผู้ที่มีภาวะอ้วน จึงขอให้ประชาชนสังเกตอาการตนเองหรือบุคคลในครอบครัว

ขณะที่ นพ.นิติ เหตานุรักษ์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ปัจจุบันมีฝนตกชุกในหลายพื้นที่ ขอความร่วมมือประชาชนร่วมกันกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายทั้งในบ้านและบริเวณรอบ ๆ บ้าน โดยปิดฝาภาชนะใส่น้ำให้มิดชิด ใส่ทรายกำจัดลูกน้ำยุงลาย คว่ำภาชนะขังน้ำที่ไม่ได้ใช้ และกำจัดเศษขยะบริเวณบ้าน และแนะนำให้ประชาชนทายากันยุงเพื่อป้องกันตนเองจากการถูกยุงกัด โดยเฉพาะผู้ป่วยไข้เลือดออก เพื่อเป็นการป้องกันการส่งต่อเชื้อไข้เลือดออกสู่บุคคลในครอบครัวและชุมชน ส่วนวัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออกเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่อาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการมีอาการป่วยรุนแรง ผู้ที่สนใจควรปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับการฉีดวัคซีน หากมีข้อสงสัย สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

ทั้งนี้เป็นที่รับรู้ทั่วกันว่า ยุงลาย เป็นพาหะมรณะนำโรคไข้เลือดออกมาคร่าชีวิตมนุษย์ การกำจัดยุงลายจึงเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นตอของโรคอย่างหนึ่ง  โดยในต่างประเทศเอาแค่ใกล้ๆ คือ สิงคโปร์เพื่อนบ้านของไทย พบว่ามีการดำเนินโครงการ วูลบัคเคีย (Wolbachia)  สกัดยุงลาย ลดความเสี่ยงไข้เลือดออก  ด้วยการปล่อยยุงลายตัวผู้ที่ติดเชื้อแบคทีเรียวูลบัคเคีย สายพันธุ์ที่ได้รับจากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐมิชิแกนของสหรัฐอเมริกา เข้าสู่ธรรมชาติ เมื่อยุงตัวผู้เหล่านี้เข้าผสมพันธุ์กับยุงตัวเมียในธรรมชาติที่ไม่ติดเชื้อ แบคทีเรียจะส่งผลให้ไข่ที่ปฏิสนธิไม่สามารถฟักออกเป็นตัวอ่อนได้ ส่งผลให้จำนวนประชากรยุงลายลดลงอยู่ต่อเนื่องในระยะยาว ซึ่งสิงคโปร์ดำเนินโครงการนี้มาตั้งแต่ปี 2559 และเดินหน้าขยายโครงการในปี 2569 ตั้งเป้าครอบคลุมกว่า 8 แสนครัวเรือน หลังผลศึกษาพบว่าช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้อไข้เลือดออกได้มากกว่า 70% 

ในส่วนของประเทศไทย จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขข้างต้น จะเห็นได้ว่ายังมีข้อแนะนำให้ประชาชนใช้วิธีการกำจัดยุงลายในรูปแบบเดิมอย่างที่ทราบกันดี คือ ปิดฝาภาชนะใส่น้ำให้มิดชิด ใส่ทรายกำจัดลูกน้ำยุงลาย คว่ำภาชนะขังน้ำที่ไม่ได้ใช้ กำจัดเศษขยะบริเวณบ้าน ทายากันยุง ไปจนถึงการฉีดพ่นหมอกควันกำจัดยุงลาย อย่างที่ดำเนินการทั้งในชุมชนเมืองและท้องถิ่นทั่วประเทศ  

อย่างไรก็ตามใช่ว่าประเทศไทยเราจะไม่เคยมีแนวคิดในการศึกษาการใช้แบคทีเรียวูลบัคเคียในการกำจัดยุงลาย  ที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุข ได้เผยแพร่ เอกสารวิชาการหลัก (Position Paper) การนำ Wolbachia มาใช้ควบคุมยุงลายในประเทศไทย” จัดทำโดยคณะกรรมการด้านวิชาการการศึกษาการใช้เชื้อแบคทีเรียโวลบาเกีย (Wolbachia) ในการควบคุมโรคติดต่อนำโดยยุงลาย กรมควบคุมโรค  ลงวันที่ 21 พ.ค. 2568  พร้อมมีการเผยแพร่ผ่านหน่วยงานของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติแก่หน่วยงานท้องถิ่นทั่วประเทศ

สาระสำคัญของเอกสารวิชาการดังกล่าว ชี้ให้เห็นปัญหาโรคติดต่อนำโดยยุงลาย โดยประเทศไทยยังประสบปัญหาการระบาดของโรคไข้เลือดออก โรคติดเชื้อไวรัสซิกา และโรคไข้ปวดข้อยุงลายอย่างต่อเนื่อง แนวทางการควบคุมในปัจจุบัน  กรมควบคุมโรคยังคงเน้นการจัดการพาหะนำโรคแบบผสมผสาน (Integrated Vector Management: IVM) ตามแนวทางของกรมอนามัยโลก  เช่น มาตรการ “3 เก็บ 3 โรค” เก็บบ้าน เก็บขยะ เก็บน้ำ  และ “5ป. 1ข.” ปิด เปลี่ยน ปล่อย ปรับปรุง ปฏิบัติ และขัด มาตรการดังกล่าวได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิผลในการควบคุมโรคติดต่อนำโดยยุงลาย ในบริบทของประเทศไทย สามารถลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคไข้เลือดออกได้อย่างมีนัยสำคัญ กรมควบคุมโรคจึงยืนยันในการใช้แนวทางป้องกันและควบคุมโรคที่มีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งพิสูจน์แล้วว่ามีความปลอดภัยและเหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย

แม้ว่าเทคโนโลยีการใช้แบคทีเรีย Wolbachia เพื่อควบคุมการแพร่เชื้อไวรัสโดยยุงลายจะได้รับการยอมรับและนำไปใช้ในหลายประเทศทั่วโลก เช่น ออสเตรเลีย บราซิล และอินโดนีเซีย แต่ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับการนำร่องไปใช้หรือระดับสาธิตเท่านั้น และส่วนใหญ่ยังคงจำกัดอยู่ในพื้นที่เฉพาะ เช่น พื้นที่ที่มีภาระของโรคไข้เลือดออกสูง  เป็นต้น ทั้งนี้ประเทศไทยเคยมีการทดลองปล่อยยุงที่ติดเชื้อแบคทีเรีย Wolbachia เป็นระยะเวลา 6 เดือน ที่หมู่บ้านหนองสทิต ต.หัวสำโรง อ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา อย่างไรก็ตามประชาชนที่เข้าร่วมโครงการถอนตัวในภายหลัง การเสริมสร้างความเข้าใจต่อชุมชนจึงเป็นสิ่งสำคัญ

คณะกรรมการด้านวิชาการฯ เห็นควรว่าการนำมาตรการนี้มาประยุกต์ใช้ในบริบทของประเทศไทยยังคงมีประเด็นที่ต้องพิสูจน์ข้อมูลเพิ่มเติมที่สำคัญอีกหลายประการ  มีปัญหาและอุปสรรคที่ต้องพิจารณาให้รอบคอบ เนื่องจากข้อกังวลสำคัญดังนี้  

1. ต้องมีการศึกษาผลกระทบทางด้านระบาดวิทยา เช่น ผลต่อการลดจำนวนผู้ป่วยโรคติดต่อนำโดยยุงลาย 2.ต้องมีการศึกษาผลกระทบด้านกีฏวิทยา เช่น ผลกระทบต่อประชากรยุงในพื้นที่ทดลอง การแข่งขันกับยุงลาย บ้านในสภาพธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงต่อการไวรับของเชื้อชนิดอื่นๆ ของยุงลาย การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมของยุงลายในธรรมชาติ เป็นต้น 3. ต้องมีการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การแพร่กระจายและความปลอดภัยของยุงที่ติดเชื้อแบคทีเรีย Wolbachia

4. การยอมรับของประชาชน ปัจจัยทางสังคมและการสื่อสารความเสี่ยง ขาดการศึกษาและข้อมูลที่เพียงพอ เกี่ยวกับความรู้ ความเข้าใจ และการยอมรับของประชาชน ต่อการนำยุงที่มีเชื้อ Wolbachia มาใช้ในประเทศไทย โดยเฉพาะการยอมรับปริมาณยุงที่จะชุกชุมขึ้นในสิ่งแวดล้อม  5. ต้องพิจารณาถึงความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ได้แก่ ต้นทุนการผลิต ประโยชน์ที่จะได้รับจากการดำเนินโครงการ เมื่อเปรียบเทียบกับการควบคุมโรคตามปกติที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งอาจทำให้การลงทุนไม่คุ้มค่า  

6. การผลิตยุงที่ติดเชื้อแบคทีเรีย Wolbachia ต้องใช้แรงงานและทรัพยากรจำนวนมากในการผลิตยุงในปริมาณ ที่เพียงพอต่อการนำไปควบคุมโรคในชุมชน และปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานที่มีศักยภาพในการผลิตยุงที่มีเชื้อ Wolbachia ในปริมาณมาก 7.การผลิตยุงที่ติดเชื้อแบคทีเรีย Wolbachia มีต้นทุนสูง เนื่องจากต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและใช้งบประมาณมาก ในการพัฒนาและดำเนินการอย่างต่อเนื่อง  

8.การปล่อยยุงที่ติดเชื้อแบคทีเรีย Wolbachia ต้องผลิตยุงในปริมาณมาก และใช้ระยะเวลานานในการดำเนินการปล่อยยุงทุกสัปดาห์อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานถึง 10 ปี เพื่อให้ยุงที่ติดเชื้อแบคทีเรีย Wolbachia สามารถแทนที่ยุงในธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน 9.ยังมีข้อมูลไม่เพียงพอเกี่ยวกับการที่ยุงที่ติดเชื้อแบคทีเรีย Wolbachia จะมีโอกาสต้านทานต่อสารเคมีที่ใช้ในมาตรการควบคุมโรคตามปกติหรือไม่ 10.การปล่อยยุงเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงานและมีข้อกฎหมายหลายประการ จึงจำเป็นต้องมีการประสานงาน และศึกษาข้อมูลอย่างรอบคอบเพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามข้อกำหนดและมีประสิทธิภาพสูงสุด

สุดท้ายเอกสารวิชาการฉบับนี้ทิ้งท้ายบทสรุปถึงท่าทีและข้อเสนอแนะของกรมควบคุมโรค ภายใต้คณะกรรมการด้านวิชาการฯ ในเรื่องการพิจารณาใช้เทคโนโลยี Wolbachia เพื่อควบคุมยุงลาย ซึ่งเป็นพาหะนำโรคติดต่อสำคัญ โดยมีรายละเอียดดังนี้  1. กรมควบคุมโรคตระหนักถึงศักยภาพของเทคโนโลยี Wolbachia ในการควบคุมยุงลาย แต่ยังไม่มีนโยบาย ที่นำมาใช้เป็นมาตรการหลักในการลดโรคติดต่อนำโดยยุงลาย เนื่องจากจำเป็นต้องศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมทั้งในด้านประสิทธิภาพและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

2. ให้ความสำคัญกับการศึกษาผลกระทบของเทคโนโลยี Wolbachia อย่างรอบด้าน ก่อนตัดสินใจดำเนินโครงการใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี Wolbachia กรมควบคุมโรคจะให้ความสำคัญกับการศึกษาผลกระทบ ที่อาจเกิดขึ้นทั้งทางด้านสุขภาพ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้มั่นใจว่าการนำเทคโนโลยีมาใช้จะเกิดประโยชน์สูงสุดและไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อประชาชนและระบบนิเวศ

3. เน้นการใช้มาตรการควบคุมยุงลายที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพ กรมควบคุมโรคจะยังคงใช้มาตรการควบคุมยุงลายที่ได้รับการยอมรับและพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพ เช่น การกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย การจัดการสิ่งแวดล้อมเพื่อลดการแพร่พันธุ์ของยุง และการใช้สารเคมีที่ปลอดภัยและได้มาตรฐานในการควบคุมประชากรยุงลาย

4. ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนและสร้างความตระหนักในการป้องกันโรค กรมควบคุมโรคให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันและควบคุมโรคติดต่อนำโดยยุงลาย โดยจะดำเนินการรณรงค์สร้างความตระหนักให้ประชาชนเข้าใจถึงความสำคัญของการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย และการป้องกันตนเองจากโรคติดต่อเหล่านี้  

5.ติดตามและประเมินเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อให้มั่นใจว่าแนวทางที่นำมาใช้เป็นแนวทางที่ปลอดภัยและคุ้มค่าที่สุด กรมควบคุมโรคจะติดตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมยุงลาย รวมถึง เทคโนโลยี Wolbachia อย่างใกล้ชิด และจะประเมินผลอย่างรอบคอบเพื่อให้มั่นใจว่าแนวทางที่นำมาใช้เป็นแนวทางที่ปลอดภัย คุ้มค่า และเหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย