ณ ห้องประชุมอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา นางพุทธิพร พลอยผักแว่น รองผู้ว่าราชการจังหวัดฯ นางสาวสุกัญญา เบาเนิด ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 3 พระนครศรีอยุธยา นายภาณุวัฒน์ เอื้อสามาลย์ผู้อำนวยการอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา นายอเนก สีหมาตย์ อดีตอธิบดีกรมศิลปากร และคณะกรรมการอำนวยการและควบคุมการดำเนินโครงการอนุรักษ์และพัฒนานครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ได้เข้าร่วมประชุมแผนบริหารจัดการอาคารศาลากลางจังหวัดฯ (หลังเก่า) และตลาดกรุงศรี
นางพุทธิพร เป็นประธานประชุมฯ ได้กล่าวว่าถึงความสำคัญของอาคารศาลากลางจังหวัด (หลังเก่า) และตลาดกรุงศรี ได้ร่วมประชุมเพื่อพิจารณาการใช้ประโยชน์และควบคุมการดำเนินงาน เพื่อใช้ประโยชน์ในตัวอาคารศาลากลางจังหวัด และพื้นที่ของตลาดกรุงศรี และหน่วยงานที่จะร่วมใช้อาคารศาลากลางหลังเก่าอย่างเหมาะสม เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ และหน่วยงานที่จะเข้าไปใช้อาคารจะต้องเกี่ยวกับการอำนวยความสะดวกกับนักท่องเที่ยว อาทิเช่น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานพระนครศรีอยุธยา เทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา และหน่วยงานของภาครัฐและเอกชน ร่วมในการใช้งานในตัวอาคารศาลากลาง (หลังเก่า)
ด้านนางสาวสุกัญญา เบาเนิด ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 3 คณะทำงานและเลขานุการ ได้กล่าวถึงความเป็นมาของศาลากลางจังหวัดหลังเก่า ตั้งอยู่ในเกาะเมืองอยุธยา ตัวอาคารเป็นสถาปัตยกรรมแบบโมเดิร์นโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก ออกแบบโดยพระสาโรชรัตนนิมมานก์ สถาปนิกของกรมศิลปากร ก่อสร้างในปี พ.ศ.2484 ด้านหน้าประดิษฐานประติมากรรม สมเด็จพระเจ้าอู่ทอง สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ สมเด็จพระสุริโยทัย สมเด็จพระนเรศวรมหาราช สำเด็จพระนารายณ์มหาราช และสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช รวม 6 พระองค์ ประดิษฐานหน้าอาคารศาลากลางจังหวัด (หลังเก่า) มีอายุ 56 ปี ก่อนย้ายไปอยู่ศาลากลางจังหวัดหลังใหม่ในปัจจุบัน

ศาลากลางกลางจังหวัดหลังเก่า ปลูกในที่ดินราชพัสดุ เนื้อที่ 103 ไร่ 2 งาน 64 ตารางวา จากกรมธนารักษ์ เพื่อดูแลรับผิดชอบและดำเนินการปรับปรุงภายในอาคารบางส่วนเพื่อทำเป็นศูนย์ข้อมูล ศูนย์ข้อมูลการอนุรักษ์ ศูนย์วิทยาศาสตร์ และยังมีสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เข้ามาใช้อาคารที่ผ่านมาในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับท่องเที่ยวในอยุธยา และยังมีหอศิลป์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนครศรีอยุธยา ที่เคยเข้ามาใช้พื้นที่ศาลากลางเก่าแห่งนี้ ก่อนที่จะถอนตัวสาเหตุจากตัวอาคารเก่าและจำเป็นต้องบูรณะและซ่อมแซม ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563
จากนั้น กรมศิลปากรเข้าไปสำรวจอาคารศาลากลางหลังเก่า จึงได้ดำเนินการบูรณะตั้งแต่ปี พ.ศ.2567 ใช้งบประมาณ 14,800,000 บาท ปีพ.ศ.2569 ใช้งบประมาณ 20,090,000 บาท และปี พ.ศ. 2570 ใช้งบประมาณอีก 18,000,000 บาท กรมศิลปากรมีแผนที่จะดำเนินการซ่อมแซมอาคารอย่างต่อเนื่องให้ครบทั้งหลัง และดำเนินการปรับปรุงนิทรรศการใหม่ เพื่อเตรียมพื้นที่เป็น “ศูนย์ข้อมูลทางวิชาการและการท่องเที่ยว ต่อไป

“ตลาดกรุงศรี” นางสาวสุกัญญา ได้กล่าวถึงการบริหารจัดการตลาดกรุงศรี ช่วง พ.ศ. 2560 – ปัจจุบัน ร้านค้าที่เคยบุกรุกหลังวิหารพระมงคลบพิตรทั้งหมดประมาณ 163 ราย ให้ย้ายไปอยู่หลังศาลากลางจังหวัด (หลังเก่า) โดยปลูกสร้างอาคารใหม่ ในพื้นที่เช่าจากที่ดินราชพัสดุ จำนวน 19 ไร่ 3 งาน 73 ตารางวา เพื่อดำเนินเป็นโครงการตลาดประชารัฐของรัฐบาลและเป็นการแก้ปัญหาและจัดระเบียบร้านค้าหลังวิหารพระมงคลบพิตร โดยใช้งบพัฒนาจังหวัดจำนวน 6,099,000 บาท และงบกลุ่มจังหวัดอีก จำนวน 21,561,000 บาท
จากนั้นทางกรมศิลปากรได้อนุญาตให้เทศบาลนครพระนครศรีอยุธยาใช้ประโยชน์ โดยชำระค่าเช่ากับราชพัสดุปีละ 197,880 บาท เป็นการต่อสัญญาครั้งละ 2 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2561 ถึงวันที 31 พฤษภาคม 2564 ทางสำนักศิลปากรที่ 3 พระนครศรีอยุธยา ได้มีหนังสือแจ้งมติให้ทางเทศบาลนครฯ ได้ส่งแผนต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2566 (แต่ยังไม่ได้ยืนแผน)
ทางกรมศิลปากรได้ขอคืนพื้นที่ตลาดกรุงศรีในช่วงปี พ.ศ. 2567 หลังจากที่แผนปฏิบัติการการอนุรักษ์และพัฒนานครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา พ.ศ. 2566-2575 ผ่านความเห็นชอบจากสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ทางกรมศิลปากรจึงเห็นว่าเพื่อให้การดำเนินงานเป็นตามแผนปฏิบัติการฯ อีกทั้งเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยายังไม่ได้ส่งแผนพัฒนาตลาดกรุงศรีให้สำนักงานศิลปากรที่ 3 แจ้งให้ทางธนารักษ์พื้นที่พระนครศรีอยุธยา แจ้งขอคืนพื้นที่บริเวณดังกล่าว
สรุปจากการพิจารณาการใช้ประโยชน์และควบคุมการดำเนินงาน “ตลาดกรุงศรี” นายกษณ์ เถี่ยนมิตรภาพ รองนายกเทศมนตรีนครพระนครศรีอยุธยา คณะทำงานพิจารณาการใช้ประโยชน์และควบคุมการดำเนินงาน ได้หารือในแง่กฎหมายในการส่งคืนพื้นที่ตลาดกรุงศรี ซึ่งพร้อมที่จะทำหนังสือส่งคืนพื้นที่ดังกล่าว แต่ขอให้ทางศิลปากรที่ 3 ได้คำนึงถึงร้านค้าจำนวน 163 ราย ด้วย



