ที่โรงแรมกรุงศรีริเวอร์ จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 15 ส.ค. สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จัด “เวทีผู้นำฝ่ายค้าน : แนวทางปฏิรูปสถาบันทางการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ และกลไกตรวจสอบถ่วงดุล” โดยมี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ร่วมเสวนาถึงปัญหาสถาบันทางการเมืองและคดีฮั้ว สว.

โดย พ.ต.อ.ทวี กล่าวถึงปัญหาการทุจริตและโครงสร้างอำนาจว่า คดีโกง สว. ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการ “กินรวบประเทศไทย” เนื่องจาก สว. ยังมีอำนาจในการให้ความเห็นชอบบุคคลที่จะเข้าไปดำรงตำแหน่งในองค์กรสำคัญหลายแห่ง จึงจำเป็นต้องทำให้ระบบตรวจสอบถ่วงดุลกลับมายึดโยงกับประชาชน ขอเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิสูจน์ เพราะ กกต. ไม่ใช่ศาล และไม่ควรใช้อำนาจดุลพินิจจนตัดตอนกระบวนการตรวจสอบ โดยเฉพาะสำนวนของอนุกรรมการชุดที่ 26 ซึ่งเป็นสำนวนจากการสืบสวนและไต่สวน ไม่ใช่เพียงความเห็นของเลขาธิการ กกต.
พ.ต.อ.ทวี ระบุด้วยว่า หากดูเพียงใบลงคะแนนในรอบเช้าและรอบบ่าย รวมถึงรูปแบบคะแนน ก็มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าอาจมีการใช้สิทธิไม่สุจริต และหากเอาแค่นี้มาดูก็สามารถตัดไปได้ 140 คนแล้ว อย่างไรก็ตาม ย้ำว่าไม่ได้หมายความว่า สว. ทั้ง 140 คนมีความผิด แต่ควรส่งหลักฐานให้ศาลเป็นผู้พิสูจน์ว่าใครผิดหรือถูก พร้อมระบุว่า หาก กกต. ส่งเรื่องเพียงบางส่วน ผู้สมัครที่ได้รับความเสียหายยังสามารถใช้สิทธิร้องต่อศาลฎีกาได้ตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด

ด้านคุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า ปัญหาสำคัญอยู่ที่โครงสร้างของรัฐธรรมนูญและที่มาของ สว. ซึ่งไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน ขณะที่ สว. มีส่วนในการให้ความเห็นชอบบุคคลที่จะเข้าไปอยู่ในองค์กรอิสระและองค์กรสำคัญของกระบวนการยุติธรรม จึงตั้งคำถามว่า หากบุคคลที่มาจากระบบเดียวกันต้องเข้ามาตรวจสอบกันเอง จะสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนได้อย่างไร นอกจากนี้ข้อสังเกตต่อแนวทางตรวจสอบคดีฮั้ว สว. หากมีการตั้งธงตรวจสอบเป็นรายจังหวัด อาจทำให้การสาวเส้นทางการเงินไปได้เพียงคนตัวเล็กตัวน้อย และไม่สามารถไปถึงผู้มีอำนาจหรือผู้ที่อยู่เบื้องหลัง พร้อมเรียกร้องให้แก้ไขทั้งที่มาของ สว. อำนาจขององค์กรอิสระ และเปิดทางให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบมากขึ้น
ขณะที่นายสาทิตย์ กล่าวว่า ในอดีตอาจเป็นการรัฐประหารหรืออำนาจนิยม ทำให้กระบวนการประชาธิปไตยสะดุด แต่หลังรัฐธรรมนูญ 2540 เกิดพัฒนาการใหม่ที่มีพรรคการเมืองที่มีอำนาจนิยมพยายามแทรกแซงอำนาจการตรวจสอบถ่วงดุล ผ่านการแต่งตั้งกรรมการองค์กรอิสระ หรือแทรกแซงองค์กรสื่อมวลชน แต่ยุคหลังมามีความเนียนกว่านั้น หลังการเลือกตั้งรัฐธรรมนูญ 2560 รอบล่าสุดได้พรรคการเมืองที่มีความเป็นอำนาจนิยมยิ่งกว่าในอดีต ที่มีกลไกเทคนิคยึดครององค์กรอิสระ นอกจากแทรกแซงกระบวนการแต่งตั้งแล้ว ยังมีพรรคการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องในกระบวนการฮั้วหรือโกง สว. ซึ่งแสดงให้เห็นชัดเจนว่า แนวโน้มในอดีตพรรคการเมืองอำนาจนิยมเข้าไปยึดกุมการตรวจสอบถ่วงดุล มีความชัดเจนผ่านการแต่งตั้งองค์กรอิสระและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เพราะเมื่อเข้าไปยึดกุมกระบวนการเลือก สว. ได้ ยังยึดครองอำนาจนิติบัญญัติได้ทั้งหมดผ่านโพย ถือเป็นวิกฤติประชาธิปไตยที่ชัดเจนที่สุด

นายสาทิตย์ กล่าวอีกว่า สภาพที่มีกระบวนการเลือกตั้งที่มีประชาธิปไตยเงินสดเข้าไปยึดกุมเจตจำนงเสรีประชาชนในการเลือกตั้ง เมื่อกระบวนการเลือกตั้งจบ ก็ทำให้ สส. ไม่มีเจตจำนง ไม่ได้คิดถึงประชาชน กลายเป็น Zombie Democracy หรือประชาธิปไตยผีดิบ ที่มีแต่ร่างกาย ไม่มีจิตใจประชาธิปไตยในการตรวจสอบและถ่วงดุล ซึ่งประเทศไทยกำลังก้าวไปถึงจุดนั้นอย่างชัดเจน แม้จะมีสูตรสีต่างๆ แต่ยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ยังพร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ย้ำว่า คดีการฮั้ว สว. เป็นเรื่องใหญ่ เพราะกระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลเริ่มต้นที่ สว. แต่จากการเปิดหลักฐานพยานการฮั้ว สว. ที่ผ่านมา สะท้อนว่าเป็นการจัดการที่ขาดความสุจริตอย่างแท้จริง ทั้งนี้ขอเรียกร้องให้ กกต. ส่งคดีฮั้ว สว. ไปยังศาลฎีกา เพื่อให้มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริงอย่างชัดเจน
นายสาทิตย์ยังตั้งข้อสังเกตถึง กกต. 4 คนว่า มาจากกระบวนการที่ สว. มีส่วนในการเลือก จึงอาจเกิดคำถามเรื่องความได้เสียในการพิจารณาคดี พร้อมระบุว่า หากมีหลักฐานว่าพรรคการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการได้มาซึ่ง สว. กกต. ไม่ควรตัดตอนเรื่องไว้เฉพาะที่ตัว สว. แต่ต้องตรวจสอบไปถึงกลไกทางการเมืองที่เกี่ยวข้องด้วย หากศาลฎีกาวินิจฉัยในที่สุดว่าการได้มาซึ่ง สว. มีความผิด การเลือก สว. ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย และผู้ที่เกี่ยวข้องต้องรับผิด พร้อมเห็นว่าควรนำบทเรียนดังกล่าวไปใช้ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ให้เกิดระบบการเลือก สว. ในลักษณะเดิมอีก

ด้านนายวีระยุทธ กล่าวว่า ควรเลิกเรียกองค์กรเหล่านี้ว่า “องค์กรอิสระ” และมองให้เห็นว่าเป็น “องค์กรแต่งตั้ง” เพราะหลายองค์กรเกิดจากกระบวนการแต่งตั้ง และอำนาจขององค์กรเหล่านี้มีผลต่อชีวิตประชาชนโดยตรงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องการเมือง เมื่อกลไก สว. เข้ามาเกี่ยวพันกับที่มาขององค์กรเหล่านี้ ปัญหาจึงไม่ได้จบแค่เรื่องความชอบธรรมหรือการเมือง แต่เชื่อมโยงไปถึงปัญหาทางเศรษฐกิจและชีวิตประจำวันของประชาชนด้วย เพราะอำนาจสำคัญจำนวนหนึ่งไม่ได้อยู่ในมือรัฐบาล แต่อยู่กับองค์กรที่มีผู้ดำรงตำแหน่งเพียงไม่กี่คน
ขณะเดียวกัน ภายในเวทียังมีพยานคดีฮั้ว สว. ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ก่อนการเลือก สว. โดยนายสมนึก สุชัยธนาวนิช อดีตผู้สมัคร สว. กลุ่ม 4 จาก จ.สุโขทัย อ้างว่า เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2567 ได้รับโทรศัพท์จากอดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขให้เดินทางไปโรงแรมแห่งหนึ่งใน จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อพบกับบุคคลที่ระบุว่าเป็นอดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีมหาดไทย ก่อนถูกขอให้เซ็นใบลาออกจากตำแหน่ง สว. ล่วงหน้า พร้อมสำเนาบัตรประชาชนโดยไม่ลงวันที่ โดยอ้างว่าเพื่อเป็นหลักประกันการลงมติตามแนวทางที่กำหนด

ด้านนายอำนวย ปิ่นมาลา อดีตผู้สมัคร สว. กลุ่ม 17 จาก จ.สระบุรี อ้างว่า เคยถูกพาเข้าไปในห้องแห่งหนึ่งภายในโรงแรม มีคนอยู่ประมาณ 20 กว่าคน และมีการเก็บโทรศัพท์มือถือ ก่อนอธิบายวิธีการลงคะแนนและให้จดหมายเลขตามโพยลงในใบ สว.3 จากนั้นมีการคืนเอกสารในวันที่ 26 มิ.ย. 2567 และพาไปยังสถานที่เลือก สว. ด้วยรถตู้
ทั้งนี้ ข้อมูลเกี่ยวกับการนัดพบในโรงแรม การจัดทำโพย การเซ็นใบลาออก และพฤติการณ์ต่างๆ ที่พยานนำมาเปิดเผยในเวที เป็นคำกล่าวอ้างของพยานที่เกี่ยวข้องกับคดี การจะชี้ว่าบุคคลใดกระทำผิดหรือมีส่วนร่วมในกระบวนการฮั้ว สว. ต้องผ่านการตรวจสอบพยานหลักฐานและกระบวนการยุติธรรมต่อไป



