ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา กรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ผู้แทนภาคประชาชน ประธานคณะอนุกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ ด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน อดีตที่ปรึกษาผู้ตรวจการแผ่นดิน อาจารย์ประจำหลักสูตรปริญญาโท วิชานวัตกรรมสันติภาพ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม เขียนบทความเรื่อง “ภาวะผู้นำของ ผบ.ตร.” เนื้อหาระบุว่า
ตลอดช่วงเวลาที่ผมมีโอกาสทำงานเกี่ยวข้องกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และได้สัมผัสการทำงานของผู้นำสูงสุดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) คือ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ (บิ๊กต่าย) ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นชัดขึ้นเรื่อย ๆ คือ ภาวะผู้นำของ สตข. ไม่ได้วัดกันเพียงว่า “สั่งการเด็ดขาดเพียงใด” แต่วัดกันด้วยว่า ทำให้องค์กรที่มีกำลังพลกว่า 2 แสนคนเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน เปิดรับภาคประชาชนเข้ามาทำงานร่วม รักษาคนดี จัดการกับสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และทำให้ประชาชนรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนี่งของ สตช. ได้หรือไม่

จากประสบการณ์ที่ผมได้สัมผัส ผมเห็นคุณลักษณะเหล่านี้หลายประการในตัว พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ หรือ บิ๊กต่าย และบางเรื่อง ผมยอมรับว่า เป็นสิ่งที่ผมไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นในระดับนี้มาก่อนในระบบตำรวจ
ภาพจำที่เปลี่ยนไปจาก “ตำรวจทำให้ประชาชน” สู่ “ตำรวจทำร่วมกับประชาชน”
สิ่งที่ผมเห็นลำดับแรก คือ การเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมกับภารกิจของตำรวจอย่างจริงจัง สำหรับผม นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กเพราะองค์กรตำรวจเป็นองค์กรที่มีสายการบังคับบัญชาชัดเจน มีวัฒนธรรมองค์กรและระบบปฏิบัติการภายในที่เข้มแข็ง การเปิดพื้นที่ให้บุคคลจากภายนอกเข้ามาร่วมคิด ร่วมเสนอแนะ ตั้งคำถาม และร่วมออกแบบนโยบาย จึงต้องอาศัยทั้งความมั่นใจและความเปิดกว้างของผู้นำ แต่สิ่งที่ผมได้สัมผัสคือ บิ๊กต่าย ไม่ได้มองประชาชนเป็นเพียง “ผู้รับบริการจากตำรวจ” แต่กำลังเปิดพื้นที่ให้ประชาชนสามารถเป็น “หุ้นส่วนของความปลอดภัย”
หลักคิดนี้เป็นรูปธรรมในเรื่องการพัฒนาเครือข่าย อาสาสมัครตำรวจบ้านเพื่อความปลอดภัยชุมชน คำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ผมได้รับและนำมาประกอบบทความนี้ระบุชัดถึงเป้าหมายในการพัฒนาเครือข่ายอาสาสมัครตำรวจบ้าน เพื่อสร้างประชาชนที่มีความรู้ความเข้าใจบทบาทในการดูแลชุมชน ลดช่องว่างระหว่างตำรวจกับประชาชน และเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกันอาชญากรรม โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐเป็นผู้ลงนามในคำสั่งดังกล่าวด้วยตนเอง
ที่สำคัญ ในโครงสร้างคณะทำงานดังกล่าว มีทั้งหน่วยงานภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกลไกที่เชื่อมโยงกับคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) รวมถึงงานด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน (กต.ตร.) นี่สะท้อนให้เห็นความพยายามเชื่อม “นโยบายจากภายนอกองค์กร” เข้ากับ “กลไกปฏิบัติภายในองค์กร” อย่างเป็นระบบ
สำหรับผม นี่คือความเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายเพราะ ตำรวจไม่จำเป็นต้องอยู่ทุกตรอก ทุกซอย ทุกโรงเรียน ทุกตลาด ทุกชุมชนตลอด 24 ชั่วโมง แต่ประเทศไทยสามารถสร้างประชาชนที่รู้จักสังเกต รู้จักแจ้งเตือน รู้จักป้องกัน และรู้ว่าเมื่อใดต้องส่งต่อให้ตำรวจมืออาชีพ นี่ไม่ใช่การทำให้ประชาชนเป็นตำรวจแต่คือการทำให้ “ตำรวจและประชาชนเป็นหุ้นส่วนความปลอดภัยของกันและกัน”
ผู้นำที่ดีต้องกล้าจัดการ “คนไม่ดี” และต้องไม่ปล่อยให้ “คนดี” เดินอย่างโดดเดี่ยว
อีกมิติหนึ่งที่ผมให้ความสำคัญมาก คือการบริหารคน องค์กรตำรวจมีข้าราชการตำรวจจำนวนมาก คนส่วนใหญ่ทำงานอยู่ในพื้นที่ ทำงานหนัก และบางครั้งผลงานของตำรวจดี ๆ ไม่เคยปรากฏเป็นข่าว ขณะที่ตำรวจเพียงไม่กี่คนที่กระทำผิดสามารถสร้างความเสียหายต่อความเชื่อมั่นของตำรวจทั้งองค์กรได้
ผมจึงมองว่า หน้าที่ของผู้นำมีสองด้านที่ต้องทำพร้อมกัน คือ ด้านหนึ่ง ต้องกล้าจัดการกับตำรวจที่กระทำผิดอย่างตรงไปตรงมาและฉับไว แต่อีกด้านหนึ่ง ต้อง ปกป้องให้กำลังใจ และให้คุณค่ากับตำรวจที่ทำดี
ถ้าลงโทษคนผิดอย่างเดียว แต่คนดีไม่ได้รับการยอมรับ องค์กรจะเหนื่อย แต่ถ้าให้รางวัลคนดีอย่างเดียว ขณะที่ปล่อยคนทำผิดไว้ ความศรัทธาก็จะหายไป ผู้นำจึงต้องสร้างวัฒนธรรมให้ตำรวจรู้ว่า “ทำดี มีคนเห็น ทำงาน มีคนให้คุณค่า แต่ถ้าทำผิด ต้องรับผิดชอบ” นี่คือความยุติธรรมภายในองค์กร และเป็นรากฐานของความไว้วางใจจากประชาชน

ตำแหน่งตำรวจต้องเป็น “ความไว้วางใจ” ไม่ใช่ “สินค้า”
มีอีกเรื่องหนึ่งที่ผมให้ความสำคัญอย่างยิ่ง คือความสุจริตและความโปร่งใสในการบริหารงานบุคคล ในมุมของผม หากเราต้องการตำรวจมือสะอาด เราต้องเริ่มจาก ระบบบริหารที่มือสะอาด หากตำแหน่งถูกมองว่าได้มาจากเงิน เส้นสาย หรือผลประโยชน์ ย่อมเกิดคำถามตามมาว่า เมื่อคนหนึ่งต้องลงทุนเพื่อให้ได้ตำแหน่ง วันหนึ่งเขาจะต้องนำอะไรกลับไปชดเชยสิ่งที่ลงทุนหรือไม่
ดังนั้น หลักที่ผมอยากเห็นและสนับสนุนอย่างเต็มที่คือ “ตำแหน่งตำรวจต้องไม่ใช่สินค้า แต่เป็นความไว้วางใจของแผ่นดิน” คนที่ได้ตำแหน่งควรได้เพราะความรู้ ความสามารถ ผลงาน ความซื่อสัตย์ และความเหมาะสม
ในประเด็นละเอียดอ่อนอย่างข้อกล่าวหาเรื่องการซื้อขายตำแหน่ง ผมคิดว่าเราควรยึดหลักฐานและระบบตรวจสอบ มากกว่าการกล่าวอ้างแบบกว้าง ๆ แต่จากประสบการณ์การทำงานร่วมกันของผม สิ่งที่ผมเห็นและให้คุณค่าคือการเน้นธรรมาภิบาล ความรับผิดชอบ และการทำให้องค์กรสามารถถูกตรวจสอบได้
สำหรับผม ผู้นำที่ดีไม่จำเป็นต้องบอกว่าองค์กรของตนสมบูรณ์แบบ ผู้นำที่ดีต้องสร้างระบบที่ “ถ้ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น เราตรวจพบได้ ตรวจสอบได้ และจัดการได้” เชื่อม “คนนอกที่คิดนโยบาย” กับ “คนในที่ต้องทำจริง” ประสบการณ์ของผมทั้งจากการทำงานเชิงนโยบาย การเป็นที่ปรึกษาผู้ตรวจการแผ่นดิน และการศึกษาด้านนโยบาย ยุทธศาสตร์ ความมั่นคง การบริหารความเสี่ยง ความปลอดภัยทางไซเบอร์ และวิทยาศาสตร์ข้อมูล ทำให้ผมให้ความสำคัญกับสิ่งหนึ่งมาก คือ นโยบายที่ดีบนกระดาษ ไม่มีความหมาย หากระบบปฏิบัติไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นจริง
สิ่งที่ผมเห็นในการทำงานร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติยุคนี้ คือความพยายามเชื่อมสองโลกเข้าหากัน
โลกหนึ่งคือ ฝ่ายนโยบาย — Policy อีกโลกหนึ่งคือ ฝ่ายปฏิบัติ — Operations
คำสั่งเรื่องอาสาสมัครตำรวจบ้านเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เพราะไม่ได้มีเพียงผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ยังออกแบบให้มีกลไกด้านนโยบายและการมีส่วนร่วมของประชาชนเข้ามาทำงานร่วมกัน และกำหนดภารกิจตั้งแต่การปรับหลักสูตร การคัดเลือกอาสาสมัคร ค่าตอบแทน ไปจนถึงการพัฒนาฐานข้อมูลเพื่อสนับสนุนการป้องกันอาชญากรรม
นี่คือสิ่งที่ในทางยุทธศาสตร์มีความสำคัญมาก เพราะ นโยบายต้องลงไปถึงสถานีตำรวจ และปัญหาจากสถานีตำรวจต้องสามารถย้อนกลับขึ้นมาปรับนโยบายได้ ถ้าสองทางนี้เดินถึงกัน องค์กรจะเรียนรู้ได้
จาก Cybersecurity สู่ “ความมั่นคงของประชาชน”
พื้นฐานการศึกษาของผมด้าน Cybersecurity Risk Management ที่ Georgetown University วอชิงตัน ดีซี สหรัฐอเมริกา ทำให้ผมมองปัญหาอาชญากรรมออนไลน์แตกต่างจากการมองอาชญากรรมแบบเดิมอยู่บ้าง โลกของอาชญากรรมเปลี่ยนไปแล้ว คนร้ายไม่จำเป็นต้องถือปืนเดินเข้าธนาคาร

วันนี้คนร้ายสามารถนั่งอยู่อีกประเทศหนึ่ง ใช้โทรศัพท์หนึ่งเครื่อง บัญชีม้าหลายบัญชี ระบบโทรคมนาคม แพลตฟอร์มออนไลน์ และเทคนิคทางจิตวิทยา แล้วขโมยเงินจากประชาชนจำนวนมากพร้อมกันได้ ดังนั้น ปัญหา แก๊งคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ บัญชีม้า และอาชญากรรมออนไลน์ ไม่ใช่เพียงปัญหาเทคโนโลยี แต่เป็นปัญหา National Security + Economic Security + Human Security พร้อมกัน จากมุมมองด้าน Cybersecurity และ Risk Management สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงจับคนร้ายหลังประชาชนเสียเงินแล้ว แต่ต้องสร้างระบบที่สามารถ ป้องกัน — ตรวจจับ — ตอบสนอง — ฟื้นฟู และต้องทำลาย “โครงสร้างพื้นฐานของอาชญากรรม” ไม่ว่าจะเป็นบัญชีม้า ช่องทางการเงิน ระบบสื่อสาร หรือเครือข่ายข้ามพรมแดน
ผมในฐานะเคยเป็นที่ปรึกษาคณะทำงานของ บิ๊กต่าย ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีได้เห็นความสำคัญของการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติภายใต้การนำของ บิ๊กต่าย ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผลักดันการแก้ปัญหาเหล่านี้ให้เป็นภารกิจสำคัญ เพราะนี่คือสนามอาชญากรรมแห่งยุคใหม่
ข้อมูล (Data) ไม่ควรเป็นเพียงรายงาน แต่ต้องช่วยให้ตำรวจตัดสินใจก่อนเกิดเหตุ
การศึกษาของผมด้าน Data Science ที่ University of Michigan สหรัฐอเมริกา ทำให้ผมเชื่อว่า องค์กรตำรวจในอนาคตไม่ควรใช้ข้อมูลเพียงเพื่อรายงานว่า “เมื่อวานเกิดอะไรขึ้น” แต่ควรใช้ข้อมูลเพื่อตอบว่า
“พรุ่งนี้อะไรมีโอกาสเกิดขึ้น และเราจะป้องกันได้อย่างไร” ข้อมูลการแจ้งเหตุ ข้อมูลอาชญากรรม ข้อมูลพื้นที่เสี่ยง ข้อมูลความเสียหายจากสแกมเมอร์ และข้อมูลจากประชาชน หากเชื่อมโยงอย่างถูกกฎหมายและวิเคราะห์อย่างเหมาะสม จะช่วยให้ตำรวจเปลี่ยนจาก “เชิงรับ” (Reactive Policing) คือ เกิดเหตุจึงเผชิญเหตุ เปลี่ยนไปสู่ เชิงรุก และเชิงอนาคต (Proactive and Predictive Policing) หรือพูดง่าย ๆ ว่า ภารกิจงานตำรวจยุคบิ๊กต่าย เปลี่ยน จาก “เกิดเหตุไประงับเหตุ” ไปสู่ “เห็นความเสี่ยงว่าจะเกิดเหตุอีกจึงเข้าป้องกันก่อน”
ผมคิดว่านี่ควรเป็นทิศทางของตำรวจไทยในอนาคต และเห็นได้ในยุคของบิ๊กต่ายที่ สภ.เมืองพัทยา และบางสถานีตำรวจของประเทศ แต่เกิดมีขึ้นจริงแล้วในยุคนี้
การศึกษาของผมด้าน Policy Management และ Strategy ที่ Georgetown University รวมถึงประสบการณ์การเรียนรู้ด้านความมั่นคงร่วมกับคณะนายทหารเพื่อนร่วมรุ่นที่เกี่ยวข้องกับ Joint Chiefs of Staff และ Pentagon ทำให้ผมได้เรียนรู้หลักสำคัญข้อหนึ่งว่า องค์กรความมั่นคงที่เข้มแข็ง ไม่ใช่องค์กรที่รวมอำนาจทุกอย่างไว้กับตัวเอง แต่คือองค์กรที่รู้ว่า เมื่อใดต้องนำ เมื่อใดต้องประสาน และเมื่อใดต้องเปิดพื้นที่ให้พันธมิตรเข้ามาร่วมทำงาน
แนวคิดนี้ตรงกับสิ่งที่ผมเห็นในยุคของบิ๊กต่าย คือ การเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมกับตำรวจ ความมั่นคงในศตวรรษนี้ไม่ได้เกิดจากกำลังของรัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่เกิดจาก เครือข่ายแห่งความไว้เนื้อเชื่อใจกัน— Trust Network คือ ตำรวจต้องไว้วางใจประชาชน และประชาชนต้องสามารถไว้วางใจตำรวจได้
ความเป็นผู้นำ (Leadership) ที่แท้จริง ไม่ใช่ทำให้ทุกคนเดินตามผู้นำ
จากประสบการณ์ของผม ผู้นำองค์กรขนาดใหญ่อาจใช้อำนาจสั่งให้คนเดินตามได้แต่ภาวะผู้นำที่สูงกว่านั้น ที่ผมได้เห็นในยุคของบิ๊กต่าย คือ ทำให้คนเข้าใจว่ากำลังเดินไปไหน ทำให้คนดีอยากเดินไปด้วย ทำให้คนทำผิดรู้ว่าระบบไม่ยอมรับ และทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเขามีที่ยืนอยู่ในเส้นทางนั้นด้วย
นี่คือสิ่งที่ผมได้สัมผัสจากการทำงานร่วมกับ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
ผมไม่ได้หมายความว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่มีปัญหา ตรงกันข้าม องค์กรที่มีคนจำนวนมาก มีภารกิจทั่วประเทศ และต้องเผชิญกับอาชญากรรมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ย่อมมีทั้งปัญหา ความผิดพลาด และสิ่งที่ต้องปฏิรูปอีกมาก แต่สิ่งที่สำคัญกว่าการบอกว่า “ไม่มีปัญหา” คือ เมื่อเห็นปัญหาแล้ว ผู้นำทำอะไรกับมัน
เปิดรับหรือปิดกั้น แก้ไขหรือปกป้อง ฟังประชาชนหรือฟังเฉพาะคนในองค์กร รักษาคนดีหรือปล่อยให้คนดีหมดกำลังใจ และเมื่อโลกเปลี่ยน ผู้นำกล้าที่จะเปลี่ยนองค์กรตามหรือไม่
จากสิ่งที่ผมได้สัมผัส ผมเห็นความพยายามในทิศทางแรกมากกว่าทิศทางหลัง ตำรวจที่ประชาชนเชื่อมั่น ต้องเริ่มจากผู้นำที่ยอมให้ประชาชนเข้ามามองเห็น สำหรับผม ความโปร่งใส (Transparency) ไม่ใช่เพียงการเปิดเผยเอกสาร ความโปร่งใสที่แท้จริงคือ การสร้างระบบที่ทำให้ประชาชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วม ตั้งคำถาม ให้ข้อมูล เสนอแนะ และตรวจสอบผลลัพธ์ได้

คำสั่งพัฒนาเครือข่ายอาสาสมัครตำรวจบ้านที่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐลงนาม โดยมี พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นหัวหน้าคณะทำงานและมีผมในฐานะ กรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ ผู้แทนภาคประชาชนเป็นที่ปรึกษา จึงมีความหมายมากกว่าการตั้งคณะทำงานชุดหนึ่ง
ในมุมของผม มันกำลังส่งสัญญาณว่า “ความปลอดภัยไม่ใช่กิจการของตำรวจฝ่ายเดียวอีกต่อไป” และนี่อาจเป็นหนึ่งในมรดกเชิงระบบที่สำคัญ หากสามารถทำให้เกิดผลต่อเนื่องทั่วประเทศ
สิ่งที่ผมอยากเห็นเดินต่อ ในยุคของ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่
ผมอยากเห็นสิ่งที่เริ่มต้นขึ้นแล้วเดินหน้าต่อไป ไม่ว่าจะมีใครดำรงตำแหน่งใดในอนาคต คือ รักษาคนดี จัดการคนผิด แต่งตั้งคนด้วยคุณธรรมและผลงาน ใช้ข้อมูลนำการตัดสินใจ ยกระดับการรับมืออาชญากรรมไซเบอร์ เชื่อมฝ่ายนโยบายกับฝ่ายปฏิบัติ เปิดพื้นที่ให้ประชาชนร่วมคิด ร่วมทำ และร่วมตรวจสอบ และทำให้ตำรวจทุกระดับกลับไปสู่คำถามพื้นฐานที่สุดว่า “สิ่งที่เราทำวันนี้ ทำให้ประชาชนปลอดภัยขึ้นและเชื่อมั่นตำรวจมากขึ้นหรือไม่?” ถ้าคำตอบคือใช่ นั่นคือทิศทางที่ควรเดินต่อ
ผู้นำอาจมีวาระ แต่ระบบที่ดีต้องอยู่ต่อ
ท้ายที่สุด ผมคิดว่า คุณค่าของผู้นำไม่ได้อยู่เพียงว่าในวันที่ดำรงตำแหน่งมีคนชื่นชมมากเพียงใด แต่อยู่ที่ว่า เมื่อวันหนึ่งผู้นำพ้นจากตำแหน่งแล้ว สิ่งดีที่สร้างไว้ยังทำงานต่อหรือไม่ ถ้า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ สามารถส่งต่อองค์กรตำรวจที่คนดีได้รับการปกป้อง คนผิดถูกตรวจสอบ การบริหารโปร่งใส ข้อมูลถูกใช้เพื่อป้องกันอาชญากรรม และประชาชนมีพื้นที่ยืนเคียงข้างตำรวจในฐานะหุ้นส่วนความปลอดภัยได้
สำหรับผม นั่นจะเป็นความหมายของคำว่า “ภาวะผู้นำ” ที่มีคุณค่ามากกว่าตำแหน่ง เพราะท้ายที่สุดแล้ว
ตำรวจที่เข้มแข็ง ไม่ใช่ตำรวจที่ยืนอยู่เหนือประชาชน แต่คือตำรวจที่ประชาชนเชื่อมั่นว่าจะยืนอยู่ข้างเขาในวันที่ต้องการความช่วยเหลือ และผู้นำตำรวจที่ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่เพียงผู้ที่ทำให้ตำรวจเดินตาม แต่คือผู้ที่ทำให้ “ตำรวจและประชาชน เดินไปด้วยกัน”



