เมื่อวันที่ 15 ส.ค. นางสาวศิริภา อินทวิเชียร รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงสถานการณ์และผลกระทบจากนโยบายกัญชาในประเทศไทย ว่า ช่วงหลายวันที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์หลายประเทศจับกุมการลักลอบนำเข้ากัญชาจากประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งกรณีคนไทยและชาวต่างชาติ ล่าสุดเว็บไซต์ข่าว India Today รายงานว่า ตำรวจเนปาลจับกุมชายชาวอินเดีย 2 คน ที่ท่าอากาศยานนานาชาติตริภูวัน กรุงกาฐมาณฑุ หลังลักลอบขนกัญชาจากไทยน้ำหนัก 18 กิโลกรัม ผ่านฮ่องกงไปยังเนปาล สะท้อนภาพลักษณ์ของประเทศไทยกำลังเสียหายอย่างหนัก และถูกประชาคมโลกจับตามองว่ากลายเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) ของการส่งออกยาเสพติด รวมถึงยาเสพติดให้โทษร้ายแรงอื่นๆ ผ่านขบวนการรับหิ้วสินค้า
นางสาวศิริภา กล่าวว่า แต่รัฐบาลกลับไม่ให้ความสำคัญ โดยเฉพาะปัญหากัญชา ซึ่งมีต้นตอมาจากนโยบายกัญชาเสรีของพรรคการเมืองของนายกรัฐมนตรี แต่ผู้นำรัฐบาลกลับทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ หลบเลี่ยงตราบาปที่เคยสร้างไว้ ปล่อยให้ประชาชน ผู้ป่วย แพทย์ รวมถึงผู้ประกอบการ ต้องแบกรับต้นทุนความผิดพลาดของนโยบายที่คิดไม่รอบคอบตั้งแต่ต้น ซึ่งตลอด 4 ปีหลังปลดล็อกกัญชาออกจากบัญชียาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 ข้อมูลจากศูนย์ศึกษาปัญหายาเสพติด จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่า ประเทศไทยมีผู้ใช้กัญชาสูงถึง 11 ล้านคน แต่ใช้เพื่อการแพทย์เพียง 9% เท่านั้น อีก 91% ใช้สันทนาการ สอดคล้องกับรายงานของสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่ระบุว่า คนไทยติดกัญชาสูงถึง 1.5 ล้านคน เป็นอันดับสองรองจากยาบ้า โดยเยาวชนสูบกัญชาเพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่า มีผู้ป่วยจากการใช้กัญชาเพิ่มขึ้น 6-7 เท่า นอกจากนี้ ข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จับกุมการลักลอบส่งออกกัญชาทุกช่องทางในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 รวมกว่า 56 ตัน
“ทุกครั้งที่เกิดปัญหา เราจะเห็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล ออกมาพูดทำนองพร้อมสั่งปิด พร้อมร่ายกฎกระทรวงและประกาศต่างๆ ชี้แจงว่าเป็นกัญชาทางการแพทย์ แต่ในความเป็นจริง กัญชายังถูกนำไปใช้เพื่อสันทนาการอย่างเสรี โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน สังคมไทยกำลังเผชิญวิกฤติอย่างหนัก เยาวชนเข้าถึงและสูบกัญชากันอย่างแพร่หลายไม่ต่างจากบุหรี่ไฟฟ้า” นางสาวศิริภา กล่าว
นางสาวศิริภา กล่าวต่อว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ตนลงพื้นที่ทดลองซื้อกัญชาจากร้านค้าบริเวณหน้าอาคารซิโน-ไทย พบว่าสามารถซื้อได้อย่างง่ายโดยไม่ต้องใช้ใบสั่งจ่ายสมุนไพรควบคุม ผู้จำหน่ายไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ตามที่กฎกระทรวงกำหนด และกัญชาที่วางขาย มีค่า THC สูงเกินกว่าเกณฑ์มาตรฐานกัญชาเพื่อการแพทย์ ลูกค้าต้องการฤทธิ์ต่อจิตประสาทแบบใด ผู้ขายสามารถจัดหาให้ได้ทันที อีกทั้งยังมีห้องอำนวยความสะดวกให้สูบภายในร้านแบบครบวงจร
นางสาวศิริภา กล่าวอีกว่า สำหรับร่าง พ.ร.บ.ควบคุมกัญชา พ.ศ. …. ที่เพิ่งผ่านการรับฟังความคิดเห็น ไม่ได้มีความแตกต่างจากประกาศและกฎกระทรวงที่มีอยู่เดิม ซึ่งไม่สามารถควบคุมการใช้กัญชาให้อยู่เฉพาะกรอบทางการแพทย์ได้อย่างแท้จริง เสี่ยงกลายเป็นช่องทางให้เจ้าหน้าที่รัฐบางกลุ่มแสวงหาผลประโยชน์กับผู้ประกอบการ ดังนั้น พรรคประชาธิปัตย์ขอเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการดังนี้ 1. บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ตรวจสอบและกวดขันร้านจำหน่ายกัญชาทั่วประเทศ 2. กำหนดให้กัญชาเป็นเสมือนยาทางการแพทย์อย่างแท้จริง โดยมีข้อบ่งชี้ในการสั่งจ่ายที่ชัดเจนและรัดกุม 3. ควบคุมผู้สั่งจ่ายยา กำหนดให้ผู้สั่งจ่ายต้องเป็นแพทย์ที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมเท่านั้น ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญที่อุปโลกน์ขึ้นมา 4. จำกัดช่องทางการจำหน่าย ต้องดำเนินการผ่านสถานพยาบาลหรือร้านขายยาที่มีใบอนุญาต และจ่ายยาโดยเภสัชกรเท่านั้น เพื่อปิดช่องโหว่การใช้เพื่อสันทนาการและฟื้นฟูภาพลักษณ์ของประเทศกลับคืนมา.



