เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 16 ส.ค. 69 ที่วัดป่าอดุลยาราม ถนนกัลปพฤกษ์ เขตเทศบาลนครขอนแก่น นายไชยยงค์ กงศรี อายุ 68 ปี อดีตหัวหน้างานบริการการศึกษา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เดินทางเข้าพบและให้กำลังใจพระครูอดุลสารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม ท่ามกลางคณะศิษยานุศิษย์และญาติโยมจากหลายพื้นที่ที่เดินทางมาติดตามสถานการณ์กรณีพิพาทเรื่องที่ดินของวัดอย่างต่อเนื่อง
นายไชยยงค์ เปิดเผยว่า เมื่อปี 2532 ตนเข้าทำงานที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น และได้ซื้อที่ดินเพื่อสร้างบ้านพักในชุมชนหนองแวงตราชู ก่อนเข้ามาอยู่อาศัยในปี 2535 ต่อมาในปี 2536 ชุมชนเริ่มขยายตัว มีประชาชนเข้ามาพักอาศัยเพิ่มขึ้น ขณะที่บริเวณซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดป่าอดุลยารามในขณะนั้นยังเป็นพื้นที่ป่ารก และการเดินทางยังไม่สะดวก

ในช่วงเวลาดังกล่าว นายอินทรีย์ ซึ่งทำหน้าที่ไวยาวัจกรวัด ได้เข้ามาปรึกษาเกี่ยวกับแนวทางการจัดตั้งวัด โดยนายไชยยงค์ ได้ให้คำแนะนำว่า ต้องจัดทำเอกสารและยื่นต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามขั้นตอน จึงช่วยร่างและพิมพ์หนังสือที่ทำงาน ก่อนนำเอกสารส่งให้ไวยาวัจกรนำไปดำเนินการต่อ
“ผมแนะนำว่าต้องร่างเอกสารขึ้น เพื่อเป็นหนังสือยื่นต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามลำดับขั้น พอพิมพ์เสร็จก็นำมาส่งให้ไวยาวัจกรวัด เพื่อนำไปยื่นขอจัดตั้งวัดให้ถูกต้องตามระเบียบของกรมการศาสนา” นายไชยยงค์ กล่าว

นายไชยยงค์ เล่าต่อว่า กระบวนการดำเนินการใช้เวลานานพอสมควร ก่อนที่ประมาณเดือนเมษายน 2541 จะทราบว่ากระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศจัดตั้งวัดป่าอดุลยารามอย่างเป็นทางการ โดยทางวัดได้นำประกาศดังกล่าวมาให้ดู ก่อนนำไปใส่กรอบติดไว้ที่ศาลา
ส่วนกรณีข้อมูลที่ “ป้าดา” ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อมวลชนนั้น นายไชยยงค์มองว่า หลายประเด็นมีข้อมูลที่ไม่ตรงกัน และควรพิจารณาข้อเท็จจริงตามเอกสารและกฎหมายมากกว่าการกล่าวอ้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า การพูดถึงที่มาของปัญหาควรเริ่มจากข้อเท็จจริงและขั้นตอนทางกฎหมายตั้งแต่ต้น

นายไชยยงค์ยังกล่าวถึงประเด็นทรัพย์สินที่มีการถวายให้วัด ว่า ต้องแยกให้ชัดเจนระหว่างการถวายให้วัดกับการซื้อขายทรัพย์สินกับบุคคลทั่วไป โดยเห็นว่าหากมีการถวายทรัพย์สินให้วัดแล้ว ย่อมต้องพิจารณาสถานะของทรัพย์สินตามบทบัญญัติของกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ไม่สามารถนำไปเปรียบเทียบกับการซื้อขายกับเอกชนทั่วไปได้
ทั้งนี้ นายไชยยงค์ ยืนยันว่า การออกมาให้ข้อมูลครั้งนี้ไม่ได้ต้องการสร้างความขัดแย้ง แต่ต้องการนำข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประวัติการจัดตั้งวัดที่ตนเองมีส่วนเกี่ยวข้องในช่วงเริ่มต้นออกมาเปิดเผย เพื่อให้สังคมได้รับข้อมูลอีกด้านและใช้ประกอบการพิจารณาข้อพิพาทที่กำลังเกิดขึ้น.



