เมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 16 ส.ค. 2569 ที่วัดป่าอดุลยาราม ถ.กัลปพฤกษ์ เขตเทศบาลนครขอนแก่น ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ธงทอง จันทรางศุ ประธานคณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ นำคณะผู้บริหารจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและสำนักงานพระพุทธศาสนา จ.ขอนแก่น เข้ากราบนมัสการพระครูอดุลสารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม เพื่อถวายกำลังใจ ติดตามอาการอาพาธ และติดตามคดีพิพาทที่ดินระหว่างทายาทของนายเฮียง พิมพ์ศรี และวัดป่าอดุลยาราม ท่ามกลางความสนใจจากเหล่าบรรดาพุทธศาสนิกชนที่มารอติดตามสถานการณ์กันจนแน่นวัด

ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ธงทอง จันทรางศุ ประธานคณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กล่าวว่า ยืนยันชัดเจนแล้วว่าที่ดินเป็นของวัดโดยสมบูรณ์แล้ว และวัดได้ดำเนินการจัดตั้งอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาในปี 2541 ซึ่งประเด็นใครสงสัยในเรื่องของการตั้งวัดก็เป็นเรื่องส่วนบุคคล ซึ่งผู้ที่ติดตามข้อมูลข่าวสารและประชาชนได้ติดตามมาตลอดทั้งสัปดาห์ว่ากรณีพิพาทของวัดป่าอดุลยารามนั้นจะไปในทิศทางใด ซึ่งตั้งแต่เกิดเหตุ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้ประสานงานร่วมทุกฝ่ายอย่างเข้มงวดและมีความคืบหน้ามาโดยตลอด ซึ่งได้กราบรายงานหลวงพ่อเจ้าอาวาสว่าขอให้สบายใจและวางใจได้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นทั้งหมดเข้ารูปเข้ารอยแล้ว เริ่มจากเรื่องที่มีกลุ่มคนไปแจ้งสำนักงานที่ดินว่าเอกสารโฉนดที่ดินนั้นหายไป ซึ่งก็แสดงแน่ชัดแล้วว่าโฉนดที่ดินฉบับจริงนั้นอยู่ในความดูแลของวัด และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้นำข้อเท็จจริงแจ้งให้กับสำนักงานที่ดินจังหวัดได้รับทราบแล้วด้วย จากนี้ไปสำนักงานที่ดินจะดำเนินการตามขั้นตอนตามที่มีคนมาร้องเรียนในประเด็นดังกล่าว ทั้งหมดเป็นไปตามขั้นตอนของที่ดิน

“ที่ยืดเยื้อยาวนานคือเรื่องโฉนด คือเอกสารของทางราชการยังไม่มีการเปลี่ยนชื่อในโฉนดให้เป็นชื่อของวัด ถึงแม้ว่ากรรมสิทธิ์และสิทธิจะเป็นของวัด และวัดเป็นเจ้าของมาช้านานแล้ว แต่ว่าเอกสารยังไม่ดำเนินการให้ถูกต้องเรียบร้อย ซึ่งในขั้นตอนนี้ก็จะมีการเปลี่ยนชื่อในโฉนดมาเป็นชื่อของวัดให้ถูกต้อง ซึ่งก็จะทำให้เร็วที่สุดและดีที่สุด หลวงพ่อก็มีอารมณ์ขันบอกว่าคอยมาแล้ว 30 ปี คอยอีกก็ได้ ผมก็เรียนท่านว่าผมรอไม่ไหวเหมือนกัน ก็จะต้องเร่งทำให้ดีและดีที่สุด และติดตามอย่างใกล้ชิด”

ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ธงทอง กล่าวต่อว่า เรื่องความปลอดภัย ตำรวจและฝ่ายบ้านเมืองจะดูแลความปลอดภัยและความเรียบร้อยภายในบริเวณวัด ไม่ให้มีอะไรเกิดขึ้นในการปฏิบัติศาสนกิจของสงฆ์และญาติโยมที่มาทำบุญที่วัด ทั้งนี้ ท่านเจ้าอาวาสฝากถึงญาติโยมชาวขอนแก่นและทุกคนที่ติดตามข่าวว่า ขออย่าเครียด หลายคนจะเครียดกว่าหลวงพ่อ ขอให้ทุกคนสบายใจได้ เพราะคณะทำงานของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและคณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เราจะไม่ทอดทิ้งเรื่องนี้ และเราจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด รวมทั้งการทำบุญต่างๆ ก็ขอให้มาทำบุญที่วัด สแกนคิวอาร์โค้ดทำบุญให้วัด อย่าเชื่อนายหน้าหรือการทำบุญกับคนหนึ่งคนใด เพื่อป้องกันไม่ให้มิจฉาชีพฉวยโอกาสในการนำคิวอาร์โค้ดปลอมไปสแกนถึงบ้าน ดังนั้น ผู้มีจิตศรัทธาขอให้มาทำบุญที่วัดเท่านั้น ทั้งนี้ ในวันพรุ่งนี้ (17 ส.ค.) จะมีการนำเรื่องทั้งหมดเข้าหารือเพื่อให้เกิดความชัดเจน โดยได้ประสานขอเข้าพบ ผวจ.ขอนแก่น และฝ่ายงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหารือถึงแนวทางการทำงานร่วมกันทั้งหมด วันนี้ภาพการทำงานของทุกฝ่ายทำให้เห็นว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาและคณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว เราทำงานโดยมีชาวพุทธนั้นดูแลช่วยกัน เพราะเรามีเจตนาเดียวกันคือการทำนุบำรุงและคุ้มครองพระพุทธศาสนา

“เรื่องนี้เป็นกรณีศึกษาที่เกิดขึ้น อาจเป็นแนวทางที่ต้องไปคุยกัน แม้เรื่องที่ไม่เป็นคดีก็ควรป้องกันไม่ให้ค้างคา ซึ่งการบริจาคที่ดินให้วัดในชั้นต้นนั้นเป็นอย่างนี้แล้ว แต่การสร้างวัดต้องใช้เวลาดำเนินการและมีการจัดตั้งวัดในระบบพระพุทธศาสนาเรียบร้อยแล้ว การดำเนินการทางเอกสารต้องทำให้เสร็จเรียบร้อย บางทีก็ปล่อยกันไป เราได้คุยกันแล้วว่าเราคงจะต้องมีการดำเนินการที่ชัดเจนทั้งประเทศ ซึ่งการจัดตั้งวัดตั้งแต่ต้นจนถึงมหาเถระสมาคมและประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา ผมมั่นใจว่ามีขั้นตอนที่ชัดเจน อย่างวัดป่าอดุลยาราม ได้ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาแล้วตั้งแต่ปี 2541 ก็ไม่มีอะไรสงสัย ส่วนใครจะสงสัยก็เป็นเรื่องของท่าน”

“ยังไม่ได้รับการติดต่อจากทายาทหรือจากใครที่เกี่ยวข้องกับครอบครัวผู้บริจาคที่ดิน ทุกอย่างยังคงสงบนิ่งดีอยู่ เฉพาะส่วนตัวผมนะครับ ส่วนอีกคนนั้นไม่ทราบ ส่วนการทำเรื่องเปลี่ยนชื่อวัดนั้น ค่าใช้จ่ายน่าจะอยู่ที่ประมาณ 7,000-8,000 บาท ไม่ใช่ 1,500,000 บาท ตามที่หลายฝ่ายระบุออกไป อย่างไรก็ตาม หลังการเข้าพบกับท่าน ผวจ.ขอนแก่นและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะมีการแจ้งให้กับญาติธรรมทุกท่านได้ทราบอีกครั้ง”ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ธงทอง กล่าว