แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย หรือ PDP ซึ่งเป็นแผนหลักในการจัดหาไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการของประเทศ แต่กลับประสบปัญหาความล่าช้าและเลื่อนการประกาศใช้อย่างต่อเนื่อง จากเดิมคาดว่า จะประกาศใช้ตั้งแต่ปี 2024 (ปี 2567) แต่ล่าสุดปี 2026 (ปี 2569) ก็ยังไม่ประกาศใช้ ทางภาคเอกชน ได้เรียกร้องให้ประกาศใช้อย่างเร่งด่วน เพื่อวางแผนการทำธุรกิจได้ถูกต้อง ซึ่งทางกระทรวงพลังงาน อยู่ระหว่างการเร่ง เพื่อประกาศใช้ให้ได้ภายในปีนี้
แหล่งข่าวกระทรวงพลังงาน ระบุว่า วันที่ 17 ส.ค. นี้ จะประชุมคณะอนุกรรมการพยากรณ์ และจัดทําแผนพัฒนากําลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือพีดีพี 2026 คาดว่า จะมีข้อสรุปหรือความชัดเจนในประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะทิศทางโครงสร้างระบบไฟฟ้าไทย ในระยะยาวว่า จะจัดสมดุลระหว่าง 3 เป้าหมายสำคัญ คือ ความมั่นคงของระบบ ต้นทุนค่าไฟฟ้า และการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดอย่างไร ก่อนที่จะเดินหน้าไปสู่การจัดทำรายละเอียดและเสนอแผนในขั้นตอนต่อไป
“วันที่ 17 ส.ค. นี้ อาจยังไม่เคาะแผนพีดีพี 2026 ทั้งฉบับ แต่จะเป็นวันที่จะเริ่มเห็นภาพชัดขึ้นว่า ระบบไฟฟ้าไทยในอีก 10-20 ปีข้างหน้าจะเดินไปทางไหน และใครจะเป็นผู้รับภาระต้นทุนของการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว”
ทั้งนี้สิ่งที่คาดว่า จะชัดเจนได้ในการประชุมครั้งนี้ คือ สัดส่วนพลังงานหมุนเวียน (อาร์อี) ภายใต้พีดีพี ฉบับใหม่ พลังงานหมุนเวียนจะเข้ามาในระบบในสัดส่วนเท่าใด และจะเพิ่มได้เร็วแค่ไหน รวมถึงจะออกแบบระบบรองรับพลังงานที่มีความผันผวนอย่างโซลาร์และลมอย่างไร หลังจากไทยมีเป้าหมายเพิ่มการใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมและนักลงทุนต่างชาติให้ความสำคัญกับการใช้ไฟฟ้าสีเขียวมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มดาต้า เซ็นเตอร์ และอุตสาหกรรมดิจิทัล อาจรวมไปถึงกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองและบทบาทโรงไฟฟ้าหลัก แม้ว่า ไทยต้องการเพิ่มอาร์อี แต่ระบบไฟฟ้ายังจำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าที่สามารถจ่ายไฟได้ตามความต้องการ เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบ โดยเฉพาะช่วงที่พลังงานหมุนเวียนผลิตไฟฟ้าได้น้อย
อย่างไรก็ตามในแผนพีดีพี 2026 จะวางบทบาทของโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ และเทคโนโลยีผลิตไฟฟ้ารูปแบบใหม่อย่างไร รวมถึงแนวทางการบริหารกำลังผลิตเดิมที่มีอยู่และสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อทั้งความมั่นคงและต้นทุนของระบบ ขณะเดียวกัน ระบบกักเก็บพลังงาน หรือบีอีเอสเอส จะเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่ต้องถูกนำมาพิจารณาอย่างจริงจัง เพราะหากประเทศไทยเพิ่มอาร์อีในระดับสูง ระบบจำเป็นต้องมีเครื่องมือในการเก็บไฟฟ้าช่วงที่ผลิตได้มาก และนำกลับมาใช้ในช่วงที่ความต้องการสูง
ส่วนดีมานด์จากดาต้า เซ็นเตอร์ และเอไอ ซึ่งมีความต้องการใช้ไฟฟ้าปริมาณมาก และต้องการไฟฟ้าที่มีความมั่นคงสูง รวมถึงความต้องการไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ทำให้แผนพีดีพี ต้องตอบให้ได้ว่า ไทยจะจัดสรรกำลังผลิตและโครงข่ายไฟฟ้าอย่างไรเพื่อรองรับการลงทุนกลุ่มนี้ โดยไม่ผลักภาระต้นทุนไปยังผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มอื่น ในการประชุมยังต้องพิจารณาเรื่องของไดเรกต์ พีพีเอ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการเปิดให้ผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่สามารถจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้โดยตรง เพราะจะมีผลต่อทั้งรูปแบบการจัดหาไฟฟ้า การลงทุนโรงไฟฟ้าอาร์อี และการบริหารโครงข่ายในอนาคต



