นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ รองประธานกรรมการบริหาร ฝ่ายกลยุทธ์องค์กร บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา บริษีทมีรายได้รวม 5,679 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% และมีกำไร 280 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ ในไตรมาส 2 มีรายได้รวม 2,838 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18% และมีกำไร 141 ล้านบาท สะท้อนการเติบโตของธุรกิจหลักและการทยอยรับรู้รายได้จากโครงการต่าง ๆ โดยปัจจุบันมี แบ็คล็อก หรืองานที่รอรับรู้รายได้  รวม 14,889 ล้านบาท ซึ่งเป็นฐานรายได้ที่จะทยอยรับรู้ในอนาคต 

“ในครึ่งปีหลังบริษัทเตรียมขยายหาพันธมิตรและธุรกิจใหม่ๆ เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของธุรกิจเกี่ยวกับเอไอ รถอีวี และพัฒนาสะอาด ฯลฯ รวมถึงโครงการที่เกี่ยวข้องกับดาต้าเซ็นเตอร์ โดย เตรียมจะเข้าร่วมงานประมูลของภาครัฐ มูลค่ารวมกว่า 10,000 ล้านบาท  ครอบคลุมทั้งงาน ดิจิทัล ไอซีที, ระบบสื่อสารและโครงสร้างพื้นฐาน, ระบบรักษาความปลอดภัย และโซลูชันบริหารจัดการพลังงาน ฯลฯ ทำให้คาดว่าเมื่อถึงสิ้นปีนี้จะมี แบ็คล็อก อยู่ในมือแตะ 20,000 ล้านบาท รองรับการเติบโตของธุรกิจและสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องในอนาคต”

วัฒน์ชัย วิไลลักษณ์

นายวัฒน์ชัย กล่าวต่อว่า  นอกจากกันนี้ กลุ่มบริษัทสามารถ ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากร โดยเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีบทบาทในการบริหารและพัฒนาธุรกิจ ควบคู่กับการถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์จากผู้บริหารรุ่นก่อน แนวทางดังกล่าวมุ่งสร้างผู้นำรุ่นใหม่ที่เข้าใจทั้งธุรกิจ เทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงของตลาด เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจและสร้างความต่อเนื่องในการบริหารองค์กรในระยะยาว โดยได้เปิดตัวผู้บริหารกลุ่มนิวเจน ที่จะเข้ามาช่วยขับเคลื่อนบริหารงานต่อ โดยมีผู้บริหารรุ่นเก่าที่จะคอยเป็นพี่เลี้ยงให้ เพื่อสร้างการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนในอนาคต

“ผลงานครึ่งปีแรกสะท้อนความแข็งแกร่งของธุรกิจหลัก ทั้งในด้านรายได้และกำไร ขณะที่ แบ็คล็อก ยังเป็นฐานสำคัญในการรับรู้รายได้ในอนาคต บริษัทจะเดินหน้าสร้างงานใหม่ควบคู่กับการสร้าง นิว โกรท เอนจิน เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ และในเวลาเดียวกันก็เตรียมคนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมขับเคลื่อนกลุ่มบริษัทสามารถ ให้เติบโตต่อเนื่อง ” นายวัฒน์ชัย กล่าว

ด้านนายรัฐนันท์ วิไลลักษณ์  ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายพัฒนาธุรกิจและนักลงทุนสัมพันธ์  บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า สำหรับผลการดำเนินงานแยกตามสายธุรกิจ ต่างๆมีดังนี้ 

สายธุรกิจ Digital ICT Solutions ภายใต้ บมจ.สามารถเทลคอม หรือ SAMTEL ยังคงเป็นธุรกิจหลักของกลุ่มบริษัท โดยในไตรมาส 2 สามารถลงนามโครงการใหม่ๆ เช่น  โครงการพัฒนาปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพระบบสารสนเทศเพื่อการบริหาร ทรัพยากรองค์กร จากบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) และโครงการพัฒนาระบบการรังวัดด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ กับกรมที่ดิน เป็นต้น มูลค่ารวม 2,358 ล้านบาท ส่งผลให้ ณ สิ้นไตรมาส 2 มี Backlog 7,997 ล้านบาท โดยมุ่งเน้นงาน Digital Transformation และระบบเทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับองค์กร พร้อมต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านระบบงานภาครัฐ รวมถึงพัฒนาโซลูชันใหม่ อาทิ AI, Cybersecurity, ERP และ Cloud เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการและขยายตลาดไปยังลูกค้ากลุ่มใหม่

รัฐนันท์ วิไลลักษณ์

สายธุรกิจ Utilities & Transportation มี Backlog ณ สิ้นไตรมาส 2 อยู่ที่ 6,738 ล้านบาท โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการเติบโตของธุรกิจก่อสร้างโครงการสายส่ง และสถานีไฟฟ้าแรงสูงแบบครบวงจรภายใต้ บริษัท เทด้า จำกัด (TEDA) รวมถึงโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต  ด้านธุรกิจการบริหารจัดการจราจรทางอากาศของบมจ. สามารถ เอวิเอชั่น โซลูชั่นส์  (SAV) แม้ปริมาณเที่ยวบินในไตรมาส 2 ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในบางช่วงเวลา แต่มีทิศทางปรับตัวดีขึ้นหากสถานการณ์ความขัดแย้งในหลายพื้นที่เริ่มคลี่คลาย รวมถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องของเที่ยวบิน โดยเฉพาะเที่ยวบิน Overflight จากเวียดนามที่เพิ่มขึ้น 24 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

สายธุรกิจ Digital Communications ภายใต้ บมจ.สามารถดิจิตอล หรือ SDC มีรายได้ในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น จากการรับรู้รายได้และการติดตั้งอุปกรณ์ในโครงการจัดหาระบบวิทยุสื่อสารข่ายบังคับบัญชากระทรวงมหาดไทย (MOI) โดยมี Backlog ณ สิ้นไตรมาส 2 อยู่ที่ 154 ล้านบาท 

นอกจากการขับเคลื่อนธุรกิจหลัก กลุ่มบริษัทสามารถเดินหน้าสร้าง New Growth Engine เป็นกลยุทธ์เพื่อสร้างโอกาสและแหล่งรายได้ใหม่ โดยมุ่งเน้นธุรกิจที่สอดรับกับ Mega Trends และทิศทางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี 

  • AI Government – นำ AI มาต่อยอดจากโซลูชันเดิม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและการให้บริการภาครัฐ
  • Green Energy – พัฒนาโซลูชันด้านพลังงานสะอาด เช่น ระบบโซลาร์เซลล์และอินเวอร์เตอร์, ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่, ระบบชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า และระบบบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ เป็นต้น
  • Enterprise Business – ขยายฐานลูกค้าจากภาครัฐสู่ภาคเอกชนและกลุ่มองค์กร โดยต่อยอดความเชี่ยวชาญด้าน AI, Cybersecurity, ERP และ Cloud
  • Future Technology – ศึกษาเทคโนโลยีใหม่ เช่น Humanoid Robotics และ Automation เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจในอนาคต