เมื่อวันที่ 17 ส.ค. ที่อาคารอนาคตใหม่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรี ระบุว่า คดีฮั้วเลือก สว. ไม่เกี่ยวกับฝ่ายรัฐบาล และเย้ยพรรคประชาชนไม่ชนะเลือกตั้ง ว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่ใช่การพิสูจน์ทราบเพื่อสิ้นข้อสงสัย ตนเชื่อว่านายกรัฐมนตรีอยู่ในการเมืองมานาน รู้อยู่แล้วว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นเพียงแค่การมีมูลอันควรเชื่อได้ว่า ก็สามารถนำมาอภิปรายไม่ไว้วางใจได้แล้ว
ในฐานะฝ่ายค้าน ผ่านการจัดเวทีเสวนาคดีฮั้ว สว. เรามีหลักฐานชี้ชัดว่ามีขบวนการจัดตั้ง แลกเปลี่ยน รับผลประโยชน์แน่นอน เส้นทางการเงินก็พาดพิงกลับไปยังพรรคการเมือง นักการเมืองสังกัดอยู่พรรคภูมิใจไทย เรื่องนี้ปฏิเสธได้ยากที่จะใช้เทคนิคบังคับกฎหมาย เพื่อมาสกัดไม่ให้เรื่องนี้เข้าสู่กระบวนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
เมื่อถามว่าถ้าชนะเลือกตั้งจะไม่ตรวจสอบใช่หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า พรรคประชาชนทำหน้าที่พรรคฝ่ายค้านอย่างเต็มที่ ซึ่งประเด็นการโกง สว. หลักฐานชัดมาก ดังนั้น จึงไม่มีอะไรที่อยากเรียกร้องไปมากกว่าอยากให้นายกฯ และรัฐบาลเป็นนักการเมืองก็ควรถูกตรวจสอบได้จากสภาผู้แทนราษฎร
เมื่อถามว่ามีประเด็นเรียกร้องให้ตรวจสอบ สว.สีส้มด้วย จะตรวจสอบควบคู่กันหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เราตรวจสอบทุกคนอยู่แล้ว แต่ในกระบวนการเลือก สว. ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่ได้ห้ามเรื่องการแนะนำตัวผู้สมัครแต่ละคนได้ เป็นกระบวนการที่ควรเป็นด้วยซ้ำ เพราะแต่ละคนต่างที่มา ต่างกลุ่มอาชีพ การที่จะให้รู้จักกัน ที่จะตัดสินใจลงคะแนนก็จะยาก เพราะฉะนั้น กระบวนการแนะนำตัวไม่ได้ขัดต่อระเบียบ กกต. แต่สิ่งที่ทำให้ผิดคือการสัญญาว่าจะให้ เรื่องผลตอบแทนด้านการเงิน ตำแหน่งต่างๆ ที่เรียกว่ากระบวนการโกง สว. ยืนยันว่าตรวจสอบทุกคน เพียงแต่หลักฐานที่เรามี อิงไปถึงบุคคลที่อยู่ตามคำร้อง
เมื่อถามว่าทำไมถึงมาตรวจสอบตอนนี้ เพราะแตกกับฝั่งสีน้ำเงินใช่หรือไม่ คลิปเสียงก็ออกมาตั้งแต่ช่วงนั้น แต่พรรคประชาชนก็เพิกเฉย บอกว่าให้เป็นการดำเนินการของ กกต. นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เราตรวจสอบเรื่องนี้มาตลอด แต่หลักฐานอาจจะมีทั้งเก่าและใหม่ หลักฐานที่ได้เพิ่มเรื่อยๆ จากคนในขบวนการนี้ส่งมาให้ หลักฐานที่เราได้มากขึ้นทุกวันเป็นสิ่งที่มัดตัวการกระทำผิดจากฝั่งรัฐบาล ที่เห็นได้ชัดว่าเรื่องนี้พรรคภูมิใจไทยมีส่วนพัวพันกับขบวนการโกงเลือก สว. จริงๆ
เมื่อถามว่าพอจะบอกได้หรือไม่ว่า คลิปเสียงที่อ้างถึงเบื้องบนล่าสุด หมายถึงใคร นายณัฐพงษ์ กล่าวยืนยันคุ้มครองแหล่งที่มาของข้อมูล ตนเชื่อว่านายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน คนที่เป็นคนเปิดเผยข้อมูลก็ไม่ให้ชื่อเหมือนกัน
เมื่อถามว่ามีดราม่ามีนักวิชาการและนักวิเคราะห์ไม่เห็นด้วยกับกรณีที่ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาเรียกร้องเชิงประชดประชันให้คนรักสถาบันอย่าอยู่นิ่งกับคลิปเสียง นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า “จะเห็นบางกลุ่มบางก้อนการเมืองในอดีต หรือบรรดานักร้อง ก็จะร้องทำลายล้างมายังพรรคประชาชนมาโดยตลอด ซึ่งกรณีนี้ ในคลิปเสียงก็มีหลักฐานค่อนข้างชัด จึงอยากให้ประชาชนลองดูว่ากลุ่มก้อนทางการเมือง นักร้องต่างๆ เหล่านั้น จะเอาประเด็นนี้ไปเขียนคำร้องคนที่อยู่ในกลุ่มก้อนการเมืองฝั่งเดียวกับตนเองหรือไม่ การร้องในส่วนนี้ชี้ให้เห็นชัดที่สุดว่า สิ่งที่ผมพูดมาทั้งหมดในภาพใหญ่ว่า ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในระบบการเมืองที่เปิดโอกาสให้คนมีอำนาจใช้กระบวนการนิติสงครามในการทำลายล้างทางการเมือง มากกว่าการปกป้องคุ้มครองสถาบันที่เป็นที่รักของพวกเราทุกคน”
เมื่อถามว่าแสดงว่าพรรคประชาชนเรียกร้องให้ยื่นคำร้องคดีตาม ม.112 ด้วยใช่หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนไม่สามารถเรียกร้องอะไรได้ แต่พูดให้เห็นเส้นมาตรฐาน และให้ประชาชนเป็นคนตัดสินเองว่า ถ้าปิดหน้าปิดชื่อ ไม่ได้ดูว่ามาจากกลุ่มก้อนการเมืองไหน สังกัดพรรคการเมืองไหน หรือเป็นพรรคพวกใคร มีการดำเนินการแบบเดียวกันหรือไม่ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าการร้องหรือไม่ร้องใครในเรื่องข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถาบัน อาจจะเป็นการเลือกปฏิบัติ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อโจมตีทางการเมืองเท่านั้น
เมื่อถามว่าจะไม่ขัดกับหลักการพรรคใช่หรือไม่ ที่ไม่ควรมีการร้องคดี ม.112 นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า หลักการของพรรคประชาชนยืนยันมาโดยตลอดว่ามุ่งหวังให้เป็นสถาบันที่อยู่คู่กับสังคมไทย และการจะทำแบบนั้นได้ เราจะต้องมีการปรับปรุงระบบกฎหมาย ระบบการเมืองที่จะนำไปสู่จุดนั้น แต่เชื่อว่าไม่มีข้อกังวลใด
เมื่อถามว่าความคืบหน้าในการอภิปรายไม่ไว้วางใจไปถึงไหน หากมีการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) หนี จะทำอย่างไร นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า หากดูบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ก่อนจะปรับ ครม. หากมีข้อชี้แจงก็ต้องเข้ามาชี้แจงต่อสภา เชื่อว่า สิ่งที่ประชาชนต้องการจะได้จากการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ คือการที่ฝ่ายรัฐบาลพร้อมที่จะเข้ามาชี้แจงและตอบข้อคำถามทุกคำถาม ถ้าจงใจปรับ ครม. เพื่อเลี่ยงการตรวจสอบ สุดท้ายคนที่ตัดสินรัฐบาลได้ดีที่สุดก็คือประชาชนผ่านการเลือกตั้งครั้งหน้า.



