เมื่อวันที่ 13 ส.ค. จากกรณีมีการเผยแพร่ข่าวเหตุการณ์นักการเมืองระดับอดีตรัฐมนตรีรายหนึ่งถูกกล่าวหาว่าก่อเหตุตบหน้านายตำรวจระดับรองผู้กำกับการสืบสวน สภ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ภายในงานศพมารดาของนักการเมืองท้องถิ่น โดยอ้างว่า นายตำรวจไม่ช่วยหาเสียง เหตุเกิดเมื่อวันที่ 8 ส.ค.ที่ผ่านมา
ช่วงเที่ยงวันที่ 12 ส.ค.ที่ผ่านมา รอง ผกก.สืบสวน สภ.ทุ่งใหญ่ ซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่าถูกทำร้าย ได้เข้าแจ้งความไว้เป็นเบื้องต้นแล้ว ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 ฐานใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ซึ่งเป็นความผิดลหุโทษ ต่อมา พล.ต.ต.เลิศชาย จำปาทอง ผบก.สส.ภ.8 นำชุดสืบสวนและพนักงานสอบสวนจากตำรวจภูธรภาค 8 เข้าร่วมตรวจสอบในพื้นที่เกิดเหตุ
เบื้องต้นทราบว่า ขณะเกิดเหตุ พ.ต.ท.ทนงศักดิ์ สวัสดิโกมล รอง ผกก.สส.สภ.ทุ่งใหญ่ และญาติ ไปร่วมบำเพ็ญกุศลศพมารดานายกเทศบาลตำบลปริก บ้านหัวควน ต.ปริก อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช หลังสวดอภิธรรม นั่งดื่มสุรากับ “สส.แทน” ชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อดีต รมช.สาธารณสุข และมีปากเสียงจนทำร้ายกัน และจากการสอบสวน พ.ต.ท.ทนงศักดิ์ ให้การว่า ขณะเกิดเหตุ นายชัยชนะไม่พอใจและต่อว่าเรื่องที่ไม่ช่วยหาเสียง
นายชัยชนะปฏิเสธทุกข้อหา ชี้แจงว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ใช่การทำร้ายร่างกายตามที่สื่อนำเสนอคำว่า “ตบบ้องหู” แต่เป็นเพียงการกอดคอหยอกล้อกัน และมือพลาดไปโดนใบหน้า ซึ่งในทางกฎหมายเข้าข่าย มาตรา 391 เท่านั้น “แค่มือไปโดนที่แก้มที่ใบหน้า ผมก็บอกครับ ผมแค่กอดคอกัน ผู้กำกับก็บอกแล้วว่า ก็มัน มันแค่ไปเข้ากฎหมายว่าที่มือไปโดนใบหน้า แค่นั้น ม.391 ครับ ผมและพี่ตุ้ม (พ.ต.ท.ทนงศักดิ์) มีความสัมพันธ์อันดี เคารพรักกันเหมือนญาติ

ระยะเวลาแจ้งความที่ดูผิดปกติ เรื่องเกิดขึ้น 8 ส.ค. ถ้ามีเหตุโกรธเคืองกันจริง ต้องแจ้งความตั้งแต่วันนั้น เจอกันในงานพิธีฌาปนกิจศพ ก็ยังถ่ายรูปคู่กัน เดินคุยกัน สูบบุหรี่ไปด้วยกัน แล้วมันมีเหตุอะไรต้องแจ้งความวันที่ 12 ส.ค. เชื่อว่ากระแสข่าวนี้เป็นการกุเรื่อง ปะติดปะต่อข้อมูล หวังทำลายภาพลักษณ์ทางการเมือง
ถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังการสร้างกระแสข่าวนี้ คุณอาจจะนั่งหัวเราะ เพราะข่าวที่คุณปลูกขึ้นมา ได้เป็นกระแสสังคม ผมโดนโจมตี ภาพลักษณ์ทางการเมืองเสีย องค์กรตำรวจเสีย แต่ผมถามว่าวันหนึ่งถ้าเกิดขึ้นกับคุณล่ะ คุณคิดอย่างไร ท้าว่า ถ้ามีคลิปวิดีโออันไหนที่จับภาพว่าผมทำร้าย ก็เอามาให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ เข้ากระบวนการยุติธรรม ท่านศรีปราชญ์บอกว่า การกระทำอะไรก็แล้วแต่ แต่ระวังดาบนั้นคืนสนอง ผมยืนยันวันนี้ผมมาแสดงความบริสุทธิ์ใจ และปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา”
“หัวหน้ามาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์สั้น ๆ ว่า เบื้องต้นพูดคุยกับนายชัยชนะแล้ว แต่ขอเวลาตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน เมื่อมีรายละเอียดแล้วจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง ส่วนนายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า กรณีที่ปรากฏข่าวว่าเรื่องถูกแจ้งความดำเนินคดีแล้ว ต้องปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย พรรคมีหลักปฏิบัติหากเป็นประเด็นที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อพรรค เช่น การตั้งกรรมการเพื่อพิจารณา ตรวจสอบข้อเท็จจริง
“สส.จั้ม” สกลธี ภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เท่าที่คุยกับนายอภิสิทธิ์ เรื่องนี้น่าจะใช้เวลา 1-2 วัน ยอมรับว่า ถ้าจริง ก็ทำลายภาพลักษณ์ของพรรค อย่างไรก็ต้องรอฟังหลักฐานของทั้ง 2 ฝ่ายอย่างจริงจัง
มีข้อถกเถียงในเรื่องคุณสมบัติของ “หมอไห่” นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ยังดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) อยู่หรือไม่ หลังจากที่คณะกรรมการสรรหามีมติว่าขาดคุณสมบัติ เนื่องจากยังทำหน้าที่แพทย์ และรับค่าตอบแทนจาก ม.มหิดล ซึ่ง “นายกฯ หนู” อนุทิน ชาญวีรกูล ลงนามและส่งเรื่องทูลเกล้าฯ ให้ นพ.สรณ พ้นจากตำแหน่งประธาน กสทช. เรียบร้อยแล้ว ขณะที่ นพ.สรณ ระบุว่า ยังคงต้องทำหน้าที่ประธาน กสทช. จนกว่าจะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่งนั้น

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พาณิชย์ โพสต์ภาพพร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า คนไข้ท่านหนึ่งของคุณหมอสรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ที่ดูแลกันมาเป็นสิบ ๆ ปี ก่อนมาเป็นประธาน กสทช. คือ “ลุงจิ้น” นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล คุณพ่อนายอนุทิน พร้อมลงรูปในวันไปถวายสัตย์ปฏิญาณ วันที่ 6 ก.ย. 67 ซึ่งนายชวรัตน์ไม่สบายเข้าโรงพยาบาล
ที่สำนักงาน กสทช. มีการจัดประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) กสทช. (ต่อเนื่อง) ครั้งที่ 24/2569 แล้วก็ล่มอีก นพ.สรณ กล่าวว่า “ผมได้ทำทุกอย่างตามกฎหมาย ไม่ได้ขัดต่อบทบัญญัติกฎหมาย และได้ทำตามมาตรฐานและจริยธรรมของวิชาชีพเท่านั้น” และเดินขึ้นลิฟต์ไปทันที สำหรับการประชุมบอร์ด กสทช. ในครั้งต่อไปกำหนดในวันที่ 19 และ 20 ส.ค. โดยมีวาระจำเป็นต้องพิจารณา จำนวน 44 วาระ และบางวาระเป็นเรื่องที่มีกำหนดระยะเวลาตามกฎหมาย จากจำนวนวาระที่เสนอบรรจุในการประชุมครั้งนี้ทั้งหมดจำนวน 99 วาระ
ศ.ดร.พิรงรอง รามสูต บอร์ด กสทช. ได้ทำบันทึกข้อความ ลงวันที่ 13 ส.ค. 2569 ถึงเลขาธิการ กสทช. และกรรมการ กสทช. เรื่อง ขอยืนยันการประชุม กสทช. ครั้งที่ 24/2569 (ต่อเนื่อง) ครั้งที่ 2 โดยมีเนื้อหาบางส่วน ระบุว่า มีความพร้อมและยินดีที่จะเข้าร่วมการประชุม กสทช. ร่วมกับกรรมการ กสทช. เท่าที่เหลืออยู่ (จำนวน 6 ท่าน) แต่ไม่อาจเข้าร่วมการประชุมที่มีศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณฯ ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมได้ หาก นพ.สรณ ฝืนปฏิบัติหน้าที่และทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมต่อไป ย่อมทำให้มติเสี่ยงไม่ชอบด้วยกฎหมาย
กมธ.พัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน เชิญผู้เกี่ยวข้องเข้าชี้แจงกรณีประธานบอร์ด กสทช. พล.อ.ท.ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ กสทช. ยืนยันว่าสามารถทำงานร่วมกับกรรมการที่เหลือได้ แต่ไม่สามารถทำงานร่วม หรือเข้าประชุมร่วมกับ นพ.สรณ ได้ เนื่องจากกรรมการสรรหามีมติให้พ้นจากตำแหน่งแล้ว
สำหรับเรื่องนโยบายควบคุมปืน ที่เมืองทองธานี นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีงานเลี้ยงครบรอบ 134 ปี กำนันผู้ใหญ่บ้าน ที่เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี จับรางวัลแจกปืนลูกซองยาว มอบเป็นของขวัญ 5 กระบอก ว่า รางวัลผู้ใหญ่บ้านจะมอบสิ่งอื่นที่มีมูลค่าเท่ากับอาวุธปืนที่เขาจะได้รับให้แทน เป็นไปตามนโยบายที่นายกฯ ให้ไว้ เราเปลี่ยนใหม่เป็นให้สิ่งที่มีมูลค่าทดแทนกันได้ อาจจะเป็นเงินสดหรือสัญลักษณ์ นโยบายให้ปืนกำนันผู้ใหญ่บ้านจะต้องยกเลิกไปก่อน ระงับออกไปก่อน แม้ระเบียบยังมีอยู่ ปีนี้เป็นนโยบายจึงจำเป็นต้องมอบสิ่งอื่นที่มีมูลค่าทดแทนกัน
ที่ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี “นายกฯ หนู” อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานเปิดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) การขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาลในระดับพื้นที่ รุ่นที่ 1 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด ภาคกลางและภาคตะวันออก 25 จังหวัด เข้าร่วม นายกฯ เน้นย้ำกวดขันเรื่องอาวุธปืน ว่า เราปิดระบบการออกแบบใบอนุญาต ป.3 ดังนั้นจึงไม่มีการซื้อขายการครอบครองอาวุธปืนของคนทั่วไป

“ตอนนี้มี 10 กว่าล้านกระบอกที่เห็นอยู่ และที่ไม่เห็นไม่รู้มีอีกเท่าไร เท่ากับประชากร 6-7 คนมีอาวุธปืน 1 กระบอก อันนี้ไม่ไหว นี่มันแดนคาวบอยไปแล้ว และยิ่งถ้าตัดพวกเด็กและผู้สูงอายุออกไปเผลอ ๆ เหลืออยู่แค่ประชากร 3-4 คน ต่ออาวุธปืน 1 กระบอก เป็นบ้านเมืองที่มีความสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดเหตุร้ายแรงได้ตลอดเวลา ในส่วนของนายอำเภอ ขอให้มีการร่วมกันตั้งด่านตรวจค้นอาวุธปืนและยาเสพติดเป็นหลัก ถ้าอ้างเป็นนายกฯ นะ ก็ขอให้มั่นใจได้เลยว่านั่นตัวปลอม เพราะตัวจริงไม่โทรฯ ถ้าอ้างรัฐมนตรี อ้างเลขาฯ นายกฯ มท.3 มท.2 ขอให้อัดเทปไว้ แล้วเอามาให้ผมตรวจสอบ”
ที่รัฐสภา “สส.ไอซ์” รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธาน กมธ.การศึกษา การจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการประชุมติดตามความคืบหน้าโครงการ TH-AI Passport ว่า จะสอบถามถึงความคืบหน้าในการแก้ไขสัญญาของคู่สัญญา ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กับคู่สัญญาที่เป็นกิจการค้าร่วม (Consortium) ระหว่างบริษัท TKC และบริษัท Human Intelligence ที่ต้องดูคือส่วนของการประชาสัมพันธ์ ซึ่งส่อไปในทางที่อาจจะมีการล็อกสเปกหรือไม่
เมื่อถามถึงกรณีบริษัท Human Intelligence ฟ้องร้อง “แม็ก” ธีระชาติ ก่อตระกูล คณะทำงานเรื่องนี้ของพรรคประชาชน รักชนก กล่าวว่า จากการรับทราบข้อมูลการฟ้องร้อง เข้าใจว่าคดีนี้เป็นลักษณะฟ้องปิดปาก หรือฟ้อง SLAPP เพราะธีระชาติวิพากษ์วิจารณ์เรื่อง TH-AI Passport ร่วมกับตนและ กมธ. คนอื่นมาตลอด สิ่งที่เขาถูกฟ้อง เป็นการแชร์โพสต์ของผู้มีความรู้ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์โครงการ TH-AI Passport ซึ่งมีคนแชร์โพสต์นั้นประมาณ 300-400 คน
“การประชุมวันนี้ รมว.ดีอีก็ไม่มา แต่ให้ปลัดกระทรวงมาแทน ทั้งนี้มีการเชิญ รมว.ดีอี 4 ครั้งแล้ว แต่ไม่มา ครั้งถัดไปจึงเสนอว่าถ้ารัฐมนตรียังไม่มาอีก อาจจะต้องใช้ พ.ร.บ.คำสั่งอำนาจเรียก รมว.ดีอี มาให้ข้อมูล ถึงแม้ไม่อยากมาชี้แจง กมธ. อย่างไร ก็ต้องให้เกียรติตัวแทนใน กมธ. ที่ประชาชนเลือกมา การชี้แจงกับ กมธ. อาจจะทำให้นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี ออกจากภาพไข่ในหิน หรือเป็นลูกแหง่ มีผู้พิทักษ์คอยห้อมล้อมปกป้องตลอดเวลาได้ ท่านโตเป็นผู้ใหญ่ได้แล้ว ทำอะไรได้ด้วยตัวเองและมาชี้แจงด้วยตัวเองได้แล้ว แน่นอนว่า อภิปรายไม่ไว้วางใจมีเรื่อง TH-AI Passport แน่นอน”



