สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 17 ส.ค. ว่านายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน เรียกร้องให้รัฐบาลเดินหน้ารักษาเสถียรภาพของอุปสงค์จากต่างประเทศ และขยายความร่วมมือด้านการค้าระหว่างประเทศ
หลี่กล่าวว่า เศรษฐกิจจีนยังเผชิญปัญหาอุปสงค์ภายในประเทศที่ไม่เพียงพอ ขณะที่บางอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจเผชิญความยากลำบากเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอกยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ท่ามกลางความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
ปัจจุบัน จีนซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก และอันดับหนึ่งของเอเชีย พึ่งพาการส่งออกมากขึ้นเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและชดเชยการบริโภคภายในประเทศที่อ่อนแอ อย่างไรก็ตาม วิกฤติภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยืดเยื้อ ยังคงกดดันการลงทุนและการใช้จ่ายของภาคครัวเรือน
ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งทางการค้ากับประเทศคู่ค้า รวมถึงสงครามในตะวันออกกลาง อาจส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ทั่วโลกและความต้องการสินค้าจากจีน
ข้อมูลเศรษฐกิจที่เผยแพร่ในวันเดียวกันระบุว่า โมเมนตัมทางเศรษฐกิจของจีนยังคงซบเซาในเดือนก.ค. โดยทั้งการผลิตภาคอุตสาหกรรมและยอดค้าปลีกชะลอตัวลง
ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ( จีดีพี ) ของจีน เมื่อไตรมาสที่สองของปีนี้ ขยายตัว 4.3% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายการเติบโตทั้งปีที่รัฐบาลกำหนดไว้ระหว่าง 4.5-5%
หลี่ยืนยันว่า รัฐบาลปักกิ่งจะพยายามผลักดันให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจประจำปี พร้อมเรียกร้องให้ขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน พร้อมกันนี้ รัฐบาลจะเร่งใช้มาตรการที่มีอยู่ และออกมาตรการใหม่ที่มีประสิทธิภาพเพิ่มเติมตามความเหมาะสม เพื่อสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ การขยายอุปสงค์ภายในประเทศจะยังเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของรัฐบาลจีน ท่ามกลางแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก ขณะเดียวกัน ภาครัฐจะมุ่งส่งเสริมการจ้างงานและเพิ่มรายได้ของประชาชน รวมถึงสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมเกิดใหม่
นอกจากนี้ จีนจะเดินหน้าพัฒนากลไกการระดมทุนรูปแบบใหม่ เพื่อดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชน โดยเฉพาะในโครงการโครงสร้างพื้นฐาน.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS



