การต่อภาษีรถยนต์เป็นหน้าที่ของเจ้าของรถที่ต้องดำเนินการเป็นประจำทุกปี เพื่อให้รถสามารถใช้งานบนท้องถนนได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย นอกจากช่วยหลีกเลี่ยงค่าปรับแล้ว การเตรียมเอกสารให้ครบและเลือกช่องทางต่อภาษีที่สะดวก ยังช่วยให้การดำเนินการเป็นไปอย่างรวดเร็วและไม่ยุ่งยาก


ภาษีรถยนต์คืออะไร?

ภาษีรถยนต์ หรือภาษีประจำปีของรถยนต์ คือค่าธรรมเนียมที่เจ้าของรถต้องชำระให้กับกรมการขนส่งทางบกเป็นประจำทุกปี เพื่อให้รถมีสถานะถูกต้องตามกฎหมายและสามารถใช้งานบนท้องถนนได้

อัตราภาษีที่ต้องชำระจะแตกต่างกันตามประเภทรถ ลักษณะการใช้งาน ขนาดเครื่องยนต์ หรือปัจจัยอื่นตามที่กฎหมายกำหนด เมื่อชำระภาษีเรียบร้อยแล้ว เจ้าของรถจะได้รับเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจำปี (ป้ายภาษีรถยนต์ หรือป้ายวงกลม) เพื่อแสดงว่ารถคันดังกล่าวได้ดำเนินการต่อภาษีเรียบร้อยแล้ว


ต่อภาษีรถยนต์ใช้เอกสารอะไรบ้าง

การต่อภาษีรถยนต์ควรเตรียมเอกสารให้ครบก่อนดำเนินการ เพื่อช่วยให้การยื่นคำขอเป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยเอกสารหลักที่มักใช้ มีดังนี้

1. คู่มือการจดทะเบียนรถ 

คู่มือการจดทะเบียนรถ หรือเล่มทะเบียนรถ เป็นเอกสารสำคัญที่ใช้ยืนยันข้อมูลของรถและเจ้าของรถ เช่น หมายเลขทะเบียน เลขตัวถัง และรายละเอียดการจดทะเบียน ซึ่งจำเป็นสำหรับการดำเนินการต่อภาษีประจำปี

2. เอกสาร พ...รถยนต์ ที่ยังไม่หมดอายุ 

ก่อนต่อภาษีรถยนต์ เจ้าของรถต้องมีพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (พ.ร.บ.) ที่ยังมีผลบังคับใช้ เนื่องจากเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญในการต่อภาษี หาก พ.ร.บ. หมดอายุ ควรดำเนินการต่ออายุก่อนยื่นชำระภาษี

3. ใบตรวจสภาพรถจาก ตรอ

รถยนต์บางประเภทหรือรถที่มีอายุถึงเกณฑ์ตามที่กฎหมายกำหนด จะต้องผ่านการตรวจสภาพจากสถานตรวจสภาพรถเอกชน (ตรอ.) ก่อนนำผลการตรวจไปใช้ประกอบการต่อภาษี ทั้งนี้ เงื่อนไขการตรวจสภาพจะแตกต่างกันตามประเภทและอายุของรถ


ต่อภาษีรถยนต์ได้ที่ไหนบ้าง?

ปัจจุบันสามารถต่อภาษีรถยนต์ได้หลายช่องทาง เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับเจ้าของรถ โดยแต่ละช่องทางมีรายละเอียด ดังนี้

  • สำนักงานขนส่งทางบกทั่วประเทศ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการดำเนินการด้วยตนเอง หรือต้องยื่นเอกสารเพิ่มเติมในกรณีเฉพาะ
  • เว็บไซต์หรือระบบออนไลน์ของกรมการขนส่งทางบก สามารถยื่นคำขอและชำระค่าภาษีผ่านระบบออนไลน์ได้ สำหรับรถที่มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขที่หน่วยงานกำหนด
  • เคาน์เตอร์บริการหรือจุดรับชำระที่ร่วมรายการ เช่น จุดบริการในห้างสรรพสินค้า หรือผู้ให้บริการที่ร่วมกับภาครัฐ ซึ่งช่วยเพิ่มความสะดวกในการชำระภาษีประจำปี
  • ที่ทำการไปรษณีย์บางสาขา เปิดให้บริการต่อภาษีรถยนต์สำหรับรถที่เข้าเงื่อนไข โดยควรตรวจสอบสาขาและรายละเอียดการให้บริการก่อนเข้ารับบริการ
  • ผู้ให้บริการรับต่อภาษีรถยนต์บริษัทประกันภัยหรือผู้ให้บริการด้านรถยนต์บางแห่ง มีบริการอำนวยความสะดวกในการต่อภาษีรถยนต์ พร้อมดำเนินการเอกสารที่เกี่ยวข้อง ช่วยลดขั้นตอนสำหรับผู้ที่ต้องการความสะดวกมากยิ่งขึ้น


ขั้นตอนการต่อภาษีรถยนต์ออนไลน์

การต่อทะเบียนรถออนไลน์ช่วยให้เจ้าของรถสามารถดำเนินการได้จากทุกที่ โดยไม่ต้องเดินทางไปสำนักงานขนส่ง เพียงเตรียมเอกสารต่อภาษีรถยนต์ให้ครบและดำเนินการผ่านระบบของกรมการขนส่งทางบก ก็สามารถชำระภาษีและรอรับป้ายภาษีทางไปรษณีย์ได้

  1. เข้าสู่ระบบ e-Service ของกรมการขนส่งทางบก เข้าใช้งานผ่านเว็บไซต์ e-Service ของกรมการขนส่งทางบก หากยังไม่เคยใช้งาน ให้ลงทะเบียนสมาชิกและยืนยันตัวตนก่อนเข้าสู่ระบบ
  2. เลือกเมนูยื่นชำระภาษีรถยนต์ประจำปี หลังเข้าสู่ระบบ เลือกบริการ “ยื่นชำระภาษีรถยนต์ประจำปี” จากนั้นตรวจสอบข้อมูลรถและกรอกข้อมูลที่ระบบกำหนดให้ครบถ้วน
  3. ตรวจสอบข้อมูล พ... และเอกสารที่เกี่ยวข้อง ระบบจะตรวจสอบข้อมูล พ.ร.บ. และรายละเอียดของรถ หากรถต้องตรวจสภาพตามเกณฑ์ ควรดำเนินการตรวจสภาพให้เรียบร้อยก่อนยื่นชำระภาษี
  4. ชำระค่าภาษีผ่านช่องทางออนไลน์ ตรวจสอบยอดชำระ จากนั้นเลือกช่องทางการชำระเงินที่สะดวก เช่น บัตรเครดิต บัตรเดบิต หรือช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ระบบรองรับ
  5. รอรับเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีทางไปรษณีย์เมื่อการชำระเงินเสร็จสมบูรณ์ กรมการขนส่งทางบกจะจัดส่งใบเสร็จและเครื่องหมายแสดงการเสียภาษี (ป้ายวงกลม) ไปยังที่อยู่ที่ลงทะเบียนไว้ โดยสามารถตรวจสอบสถานะการดำเนินการผ่านระบบได้


การคิดอัตราภาษีรถยนต์ ปี 2569

ค่าภาษีรถยนต์ประจำปีจะคำนวณตาม ประเภทรถ ขนาดเครื่องยนต์ (ซีซี) หรือ น้ำหนักรถ ตามหลักเกณฑ์ของกรมการขนส่งทางบก ดังนั้น รถแต่ละคันจึงมีอัตราภาษีที่ต้องชำระแตกต่างกัน นอกจากนี้ รถที่มีอายุการใช้งานตามเกณฑ์อาจได้รับส่วนลดภาษีประจำปีตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด

ตัวอย่างอัตราค่าภาษีรถยนต์ประจำปี

  • รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน
    • เครื่องยนต์ไม่เกิน 600 ซีซี : 100 – 600 บาท
    • เครื่องยนต์ 601 – 1,800 ซีซี : 800 – 1,500 บาท
    • เครื่องยนต์ มากกว่า 1,800 ซีซี : 1,600 – 5,000 บาท
  • รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน
    • ประมาณ 300 – 3,200 บาท (ขึ้นอยู่กับน้ำหนักรถ)
  • รถกระบะ (รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล)
    • ประมาณ 300 – 3,200 บาท (ขึ้นอยู่กับน้ำหนักรถ)


ถ้าไม่ต่อภาษีรถยนต์จะมีผลอย่างไร

การไม่ต่อภาษีรถยนต์ภายในกำหนด ส่งผลให้เจ้าของรถมีความผิดตามกฎหมาย หากปล่อยให้ภาษีขาดต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน อาจส่งผลต่อสถานะการจดทะเบียนรถ และต้องดำเนินการตามขั้นตอนเพิ่มเติมก่อนนำรถกลับมาใช้งานได้อย่างถูกต้อง สร้างความยุ่งยากเมื่อต้องโอนกรรมสิทธิ์ ขายรถ หรือดำเนินธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับรถในอนาคต


ขาดการต่อภาษีรถยนต์ได้กี่วัน?

จริง ๆ แล้ว ไม่สามารถขาดได้แม้แต่วันเดียว หากพ้นวันครบกำหนดแล้ว จะถือว่า ภาษีขาด และอาจมีเงินเพิ่มหรือค่าปรับตามกฎหมาย หากปล่อยให้ภาษีขาดเป็นเวลานาน โดยเฉพาะ เกิน 3 ปีติดต่อกัน การจดทะเบียนรถอาจถูกระงับหรือสิ้นผลตามกฎหมาย ทำให้ต้องดำเนินการจดทะเบียนใหม่หรือปฏิบัติตามขั้นตอนที่หน่วยงานกำหนดก่อนจึงจะสามารถนำรถกลับมาใช้งานได้