กรมพลศึกษา โดยสำนักวิทยาศาสตร์การกีฬา ประกาศความสำเร็จโครงการ “เด็กไทย BODY FIT : THE RISE OF ALPHA HEROES ถอดรหัสลับ…ปลุกพลังฮีโร่พันธุ์ฟิต พิชิตเกณฑ์สมรรถภาพทางกาย” ภายใต้โครงการวิทยาศาสตร์การกีฬาเคลื่อนที่เพื่อเสริมสร้างสุขภาพดีของเด็กและเยาวชน (Sports Science Showcase) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 หลังเดินหน้าจัดกิจกรรมในสถานศึกษา 4 แห่ง ครอบคลุม 4 ภูมิภาคของประเทศ นำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาเข้าสู่สถานศึกษา พร้อมประเมินสมรรถภาพทางกายของเด็กและเยาวชนด้วยเกณฑ์มาตรฐาน เพื่อเปลี่ยน “ข้อมูลสุขภาพ” ให้เป็นจุดเริ่มต้นของการออกแบบการพัฒนาเด็กไทยอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

โครงการฯ นี้ ออกสตาร์ทที่ “อุดรธานี” เป็นจังหวัดแรก เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ณ โรงเรียนมัธยมเทศบาล 6 นครอุดรธานี โดย นายกิตติกร ทีฆธนานนท์ นายกเทศมนตรีนครอุดรธานี ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน มีนักเรียนร่วมกิจกรรมกว่า 551 คน จากนั้นขบวนฮีโร่พันธุ์ฟิตเดินทางลงใต้สู่ “พัทลุง” ในวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ณ โรงเรียนป่าพะยอมพิทยาคม โดย นายสุรัตน์ จรณโยธิน รองอธิบดีกรมพลศึกษา เป็นประธานเปิดงาน ท่ามกลางการต้อนรับของภาคีเครือข่ายมากมาย ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง ผู้แทนสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด และคณบดีคณะวิทยาการสุขภาพและกีฬา มหาวิทยาลัยทักษิณ รวมนักเรียนจาก 2 โรงเรียนกว่า 500 คน มุ่งหน้าสู่ภาคตะวันออกที่ “ระยอง” วันที่ 3 สิงหาคม 2569 ณ โรงเรียนวัดป่าประดู่ โดย ดร.อัชรัฐ ยงทวี ผู้อำนวยการสำนักวิทยาศาสตร์การกีฬา เป็นประธานเปิดงาน มีเยาวชนเข้าร่วมมากที่สุดถึง 785 คน และปิดท้ายทัวร์ทั่วไทยที่ “พระนครศรีอยุธยา” วันที่ 13 สิงหาคม 2569 ณ โรงเรียนวัดม่วงหวาน (ส่วน กระบวนยุทธประชาสรรค์) โดยมี นายมงคล วิมลรัตน์ อธิบดีกรมพลศึกษา ให้เกียรตินำทัพเป็นประธานเปิดงานด้วยตนเอง มีนักเรียนเข้าร่วมกิจกรรม 526 คน

ตลอดทั้ง 4 เวที กิจกรรมถูกออกแบบให้สนุกและเข้มข้นในเวลาเดียวกัน มีทั้งบูธให้ความรู้ด้านการพัฒนาสมรรถภาพทางกายตามหลักวิทยาศาสตร์การกีฬา รวมถึงมีการแสดง “คีตะมวยไทย” ที่ผสมผสานศิลปะการต่อสู่ไทยเข้ากับจังหวะดนตรีจนเด็กๆ ต่างเต้นตามกันอย่างสนุกสนาน และกิจกรรม Inspiration Talk ปลุกไฟฝัน รับแรงบันดาลใจดีๆ จากนักกีฬาทีมชาติไทย เป็นต้น และไฮไลต์สำคัญคือการทดสอบสมรรถภาพทางกายตามเกณฑ์ของกรมพลศึกษา ครอบคลุม 4 ด้านหลักคือ ตรวจวัดค่า MBI, ความอ่อนตัว, ความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อ และความทนทานของระบบหัวใจและไหลเวียนเลือด กิจกรรมเด็กไทย Body Fit พิชิตเกณฑ์สมรรถภาพทางกายในสถานศึกษา ได้เชื่อมโยงโรงเรียน ผู้บริหารสถานศึกษา ครู บุคลากรทางการศึกษา และหน่วยงานในพื้นที่เข้ากับองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา เพื่อสร้างความเข้าใจใหม่ว่า “ความฟิต” ไม่ได้หมายถึงเพียงการเล่นกีฬาเก่งหรือมีรูปร่างแข็งแรง แต่คือสมรรถนะของร่างกายที่สามารถประเมิน พัฒนา และติดตามผลอย่างเป็นระบบตามช่วงวัย

นายมงคล วิมลรัตน์ อธิบดีกรมพลศึกษา กล่าวถึงแนวคิดและวัตถุประสงค์ของโครงการว่า “กรมพลศึกษาให้ความสำคัญกับการสร้างสุขภาวะที่ดีให้กับเด็กและเยาวชน เพราะการมีร่างกายที่แข็งแรงและมีสมรรถภาพทางกายที่เหมาะสม เป็นรากฐานสำคัญของการเรียนรู้ การดำเนินชีวิต และการเติบโตเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพในอนาคต กิจกรรมเด็กไทย Body Fit พิชิตเกณฑ์สมรรถภาพทางกายในสถานศึกษา จึงไม่ได้มุ่งเพียงให้นักเรียนเข้ารับการทดสอบสมรรถภาพทางกาย แต่ต้องการให้เด็กเข้าใจร่างกายของตนเอง รู้ว่าตนเองมีจุดแข็งและส่วนใดที่ควรพัฒนา รวมถึงเรียนรู้วิธีการออกกำลังกายอย่างถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์การกีฬาและเหมาะสมกับช่วงวัย สิ่งสำคัญคือเราต้องการให้ผลการประเมินเหล่านี้ถูกนำไปใช้ประโยชน์จริง ทั้งในระดับตัวเด็ก ครอบครัว และสถานศึกษา เพื่อออกแบบกิจกรรมทางกายและการออกกำลังกายให้ตอบโจทย์เด็กแต่ละกลุ่ม เมื่อเด็กเริ่มต้นมีพฤติกรรมสุขภาพที่ดีตั้งแต่วัยเยาว์ ก็จะเป็นพื้นฐานสำคัญของการมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว”

“ความสำเร็จของ BODY FIT สำหรับกรมพลศึกษาไม่ได้วัดจากจำนวนเด็กที่ผ่านเกณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่คือการที่เราได้ข้อมูลที่สะท้อนสภาพสมรรถภาพทางกายของเด็กจริง ๆ และทำให้โรงเรียนเห็นว่าเด็กของตนเองควรได้รับการพัฒนาในด้านใด ข้อมูลเหล่านี้มีคุณค่าเมื่อถูกนำกลับไปใช้ในการออกแบบกิจกรรมเพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพของเด็กอย่างต่อเนื่อง เราต้องการให้เด็กมองการออกกำลังกายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ไม่ใช่สิ่งที่ทำเฉพาะในชั่วโมงพลศึกษา และต้องการให้วิทยาศาสตร์การกีฬาเป็นองค์ความรู้ที่ทุกคนเข้าถึงได้ หากเราสามารถสร้างเด็กหนึ่งคนให้รู้จักดูแลร่างกายของตนเองตั้งแต่วันนี้ นั่นหมายถึงเรากำลังสร้างผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดีในอนาคต และเมื่อเกิดขึ้นกับเด็กจำนวนมาก ก็เท่ากับเรากำลังสร้างทุนมนุษย์ที่แข็งแรงให้กับประเทศ” อธิบดีกรมพลศึกษา กล่าวสรุปถึงความสำเร็จของโครงการ

เมื่อรวบรวมผลการประชุมสรุปการประเมินทั้ง 4 พื้นที่ พบว่า มีนักเรียนเข้าสู่กระบวนการประเมินสมรรถภาพทางกายรวม 2,323 คน และมีผู้ผ่านเกณฑ์รวม 964 คน โดยผลในแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกันตามบริบทของนักเรียนและสถานศึกษา ดังนี้ โรงเรียนมัธยมเทศบาล 6 นครอุดรธานี มีนักเรียนเข้ารับการประเมิน 511 คน ผ่านเกณฑ์ 268 คน หรือร้อยละ 52.4 โดยความทนทานของระบบหัวใจและไหลเวียนเลือดมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 82.1 ความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อร้อยละ 61.6 และความอ่อนตัวร้อยละ 35.5, โรงเรียนป่าพะยอมพิทยาคม จังหวัดพัทลุง มีผู้เข้ารับการประเมิน 502 คน ผ่านเกณฑ์ 255 คน คิดเป็นร้อยละ 50.8 โดยความทนทานของระบบหัวใจและไหลเวียนเลือดอยู่ที่ร้อยละ 79 ความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อร้อยละ 61 และความอ่อนตัวร้อยละ 16

ขณะที่ โรงเรียนวัดป่าประดู่ จังหวัดระยอง มีนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และมัธยมศึกษาปีที่ 4 เข้าสู่การประเมิน 857 คน พบผู้ผ่านเกณฑ์ 182 คน หรือร้อยละ 21.2 โดยมีค่าเฉลี่ยด้านความอ่อนตัวร้อยละ 15.4 ความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อร้อยละ 42.7 และความทนทานของระบบหัวใจและไหลเวียนเลือดร้อยละ 65.6

ตัวเลขจากจังหวัดระยองยังแสดงให้เห็นคุณค่าของการมีข้อมูลเชิงประจักษ์ เพราะเมื่อพบว่าสมรรถภาพบางด้านของนักเรียนยังไม่เป็นไปตามเกณฑ์ สิ่งที่ตามมาไม่ใช่การมองผลการทดสอบในเชิงตัดสิน แต่เป็นการนำข้อมูลไปค้นหาสาเหตุและวางมาตรการแก้ไข ด้าน โรงเรียนวัดม่วงหวาน (ส่วน กระบวนยุทธ ประชาสรรค์) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นพื้นที่ดำเนินงานลำดับที่ 4 มีนักเรียนเข้าสู่การประเมิน 453 คน ผ่านเกณฑ์ 259 คน หรือร้อยละ 57.2 สูงที่สุดใน 4 พื้นที่ โดยด้านความทนทานของระบบหัวใจและไหลเวียนเลือดมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 88 ความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อร้อยละ 42.7 และความอ่อนตัวร้อยละ 28.4

เมื่อพิจารณาภาพรวม ข้อมูลจากทั้ง 4 พื้นที่ทำให้เห็น “โจทย์สุขภาพ” ของเด็กแต่ละพื้นที่ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะด้านความอ่อนตัวซึ่งยังมีช่องว่างสำหรับการพัฒนา ขณะเดียวกันเด็กจำนวนไม่น้อยกลับแสดงศักยภาพที่ดีด้านความทนทานของระบบหัวใจและไหลเวียนเลือด นี่จึงเป็นคุณค่าของโครงการที่อยู่เหนือคำว่า “จัดกิจกรรมสำเร็จ” เพราะในทางวิทยาศาสตร์การกีฬา การค้นพบว่าเด็กยังไม่ผ่านเกณฑ์ด้านใดไม่ใช่ความล้มเหลว แต่คือการค้นพบ “จุดเริ่มต้นของการพัฒนา” เมื่อสถานศึกษามีข้อมูล ก็สามารถนำไปออกแบบชั่วโมงพลศึกษา กิจกรรมระหว่างวัน โปรแกรมการออกกำลังกาย หรือกิจกรรมกีฬาให้เหมาะกับเด็กได้มากกว่าการดำเนินงานโดยไม่มีข้อมูลรองรับ

ท้ายที่สุด “THE RISE OF ALPHA HEROES” จึงไม่ได้กำลังตามหาเด็กที่วิ่งเร็วที่สุด แข็งแรงที่สุด หรือทำคะแนนทดสอบสูงที่สุด หากกำลังสร้าง “ฮีโร่” ในความหมายใหม่ คือเด็กที่รู้จักร่างกายของตน เข้าใจว่าความแข็งแรงสามารถฝึกฝนและพัฒนาได้ และตระหนักว่าการขยับร่างกายในวันนี้คือการสะสมต้นทุนสุขภาพสำหรับวันข้างหน้า เมื่อวิทยาศาสตร์การกีฬาเดินทางเข้าไปถึงโรงเรียน การประเมินสมรรถภาพจึงไม่ได้ตอบเพียงคำถามว่า “วันนี้เด็กไทยฟิตแค่ไหน” แต่ทำให้ประเทศไทยมีข้อมูลที่จะตอบคำถามที่สำคัญกว่าคือ “เราจะทำอย่างไรให้เด็กไทยแข็งแรงขึ้นในอนาคต”.