การยกระดับความโปร่งใสในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ถือเป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันการทุจริตเชิงโครงสร้างของประเทศ โดยเฉพาะการอุดช่องว่างทางกฎหมายและสร้างกลไกตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้เงินงบประมาณแผ่นดินรั่วไหลไปกับการทุจริตสินบน สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จับมือกรมบัญชีกลาง เร่งบูรณาการข้อกฎหมายยกระดับมาตรการควบคุมภายในของนิติบุคคลที่เป็นคู่สัญญากับภาครัฐ มุ่งสกัดปัญหาการให้และรับสินบนในระบบจัดซื้อจัดจ้าง โดยเฉพาะในระดับภูมิภาคและท้องถิ่น หลังพบเป็นช่องว่างเชิงโครงสร้างที่ตรวจสอบได้ยาก พร้อมเดินหน้าผลักดันมาตรฐานธรรมาภิบาลไทยให้สอดรับกับเกณฑ์สากลของ OECD

นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. เปิดเผยผลการประชุมหารือร่วมกับกรมบัญชีกลางว่า การประชุมดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายสำคัญของ ป.ป.ช. ในการกำหนดมาตรการควบคุมภายในที่เหมาะสมสำหรับนิติบุคคล โดยเป็นการบูรณาการมาตรา 176 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 เข้ากับมาตรา 19 แห่ง พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 และประกาศคณะกรรมการความร่วมมือป้องกันการทุจริต (ค.ป.ท.) จากการสำรวจพบว่า แม้นิติบุคคลคู่สัญญาภาครัฐส่วนใหญ่จะมีระบบควบคุมภายในอยู่แล้ว แต่ประสิทธิภาพและความเข้มข้นยังไม่เพียงพอที่จะป้องกันการให้สินบนแก่เจ้าหน้าที่รัฐได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะคู่สัญญาในระดับภูมิภาคและท้องถิ่นที่กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งนับเป็นจุดอ่อนสำคัญที่ยากแก่การตรวจสอบจากส่วนกลาง

โดยทั้งสองหน่วยงานเห็นพ้องกันในหลักการที่จะบูรณาการข้อมูลและกำหนดเงื่อนไขด้านระบบควบคุมภายในให้เป็นส่วนหนึ่งของคุณสมบัติผู้ยื่นข้อเสนอตามมาตรา 19 ของ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ โดยไม่จำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายในชั้นนี้ นอกจากนี้ ยังได้พิจารณาประเด็นสำคัญร่วมกัน ทั้งการดึงข้อมูลคู่สัญญาจากระบบ e-GP, การขยายขอบเขตความคุ้มครองไปยังบริษัทในเครือ, การกำหนดเกณฑ์วงเงินตามระดับความเสี่ยง, การเชื่อมโยงพฤติกรรมสินบนกับระบบประเมินผู้ประกอบการ ตลอดจนการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับระบบราคากลาง
อย่างไรก็ตาม สำนักงาน ป.ป.ช. ได้เสนอข้อสังเกตต่อความเสี่ยงเชิงระบบที่ต้องเร่งแก้ไขอย่างน้อย 3 ประการ ได้แก่ ด้านฐานข้อมูล ปัจจุบันไทยยังขาดฐานข้อมูลกลางที่เชื่อมโยงสถานะคู่สัญญาภาครัฐกับตัวนิติบุคคล ทำให้ไม่สามารถระบุตัวตนและติดตามพฤติการณ์ของบริษัทลูกที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้อย่างครบถ้วน

ด้านการทวนสอบ ยังไม่มีกลไกตรวจสอบความมีอยู่จริงของระบบควบคุมภายในอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งการมีเพียงเอกสารรับรองโดยไร้การตรวจสอบข้อเท็จจริงอาจกลายเป็นเพียงพิธีการที่ไม่สามารถป้องกันการทุจริตได้จริง
ด้านการลงโทษ การนำส่งผลการชี้มูลความผิดเพื่อขึ้นบัญชี “ผู้ทิ้งงานประเภททุจริต” ตามหมวด 12 แห่ง พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ ยังไม่ถูกส่งต่อเพื่อเปลี่ยนสถานะนิติบุคคลในระบบอย่างสมบูรณ์ ทำให้กระบวนการปราบปรามจบลงเพียงการลงโทษรายบุคคล แต่นิติบุคคลเดิมยังสามารถกลับมาเป็นคู่สัญญาภาครัฐได้อีก ซึ่งขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งป้องกันการทุจริตเชิงระบบ

นายสุรพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การขับเคลื่อนครั้งนี้เป็น 1 ใน 9 นโยบายสำคัญของ ป.ป.ช. ที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ด้านการต่อต้านการให้สินบนเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งประเทศไทยอยู่ระหว่างกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก และล่าสุดคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบจัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติ เพื่อเร่งรัดการดำเนินงานแล้ว การยกระดับมาตรการครั้งนี้ จึงไม่เพียงแต่เป็นการป้องกันทุจริตภายในประเทศ แต่ยังเป็นการเสริมสร้างมาตรฐานธรรมาภิบาลระดับสากล โดย ป.ป.ช. พร้อมเป็นเจ้าภาพหลักในการประสานความร่วมมือเพื่ออุดช่องว่างเชิงโครงสร้างและลดคดีทุจริตในระบบจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืนต่อไป



