เมื่อวันที่ 17 ส.ค. ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ที่มีนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธาน กมธ.วิสามัญฯ คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยเป็นการพิจารณางบประมาณขององค์กรอิสระและสำนักงานศาลยุติธรรม

ทั้งนี้ นายวีระ ธีรภัทรานนท์ กรรมาธิการฯ กล่าวอภิปรายตอนหนึ่ง ว่า สำนักงานศาลยุติธรรมขอรับงบประมาณ ปี 2570 จำนวน 37,315 ล้านบาท แต่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 24,171 ล้านบาท ศาลยุติธรรมเป็นหน่วยงานที่ไม่มีเงินนอกงบประมาณสะสม แต่เป็นองค์กรที่มีรายได้ ซึ่งต่างจากศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครองที่จะมีเงินจากการเก็บค่าธรรมเนียมต่างๆ ศาลยุติธรรมมีรายได้ค่อนข้างมาก โดยงบการเงินของสำนักงานศาลยุติธรรมสิ้นสุด ณ วันที่ 30 ก.ย. 2568 นอกเหนือจากรายได้จากงบประมาณแล้ว ท่านมีรายได้จากค่าธรรมเนียมศาล 4,187 ล้านบาท มีรายได้จากการปรับผู้ประกัน 274 ล้านบาท แต่สิ่งที่น่าสนใจ คือมีรายได้จากดอกเบี้ยที่เกิดจากงบกลาง จำนวน 126 ล้านบาท ซึ่งทำให้ตนรู้สึกงงสงสัยว่าการที่ศาลยุติธรรมได้รับดอกเบี้ยร้อยกว่าล้านบาทต่อปี แสดงว่าจะต้องมีเงินฝากเป็นหมื่นล้านบาทใช่หรือไม่ ตนจึงไปดูรายการสินทรัพย์หมุนเวียนของสำนักงานศาลยุติธรรม ทำให้รู้สึกตกใจอีกครั้ง เพราะสำนักงานศาลยุติธรรมมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด จำนวน 36,703 ล้านบาท

นายวีระ กล่าวอีกว่า และเมื่อดูที่หมายเหตุงบการเงิน หมายเหตุที่ 4 พบว่าสำนักงานศาลยุติธรรมมีเงินสดอยู่ในมือ ประมาณ 48 ล้านบาท มีเงินทดรองจ่าย ประมาณ 38 ล้านบาท มีเงินฝากในสถาบันการเงิน 26,407 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมเงินฝากประจำที่มีกำหนดจ่ายคืนไม่เกิน 3 เดือน อีกจำนวน 689 ล้านบาท และสำนักงานศาลยุติธรรมยังเอาเงินไปฝากในบัญชีคงคลังที่ 1 จำนวน 9,520 ล้านบาท การเอาเงินไปฝากในบัญชีคงคลังที่ 1 ซึ่งเป็นเงินฝากของกรมบัญชีกลาง อยู่ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยนั้น เป็นรายการที่เหมือนกับบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน ไม่มีดอกเบี้ย แต่ท่านมีสิทธิเอาเงินนี้ออกมาใช้ได้ โดยไม่ต้องขออนุญาตใคร ทั้งนี้ ตนมีคำถามว่ากรณีที่สำนักงานศาลยุติธรรมมีเงินฝากในสถาบันการเงิน ณ สิ้นเดือน ก.ย. 2568 จำนวน 26,407 ล้านบาทนั้น เงินฝากดังกล่าว ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2569 เหลือจำนวนเท่าไหร่

“ผมไม่รู้ระบบการบริหารเงินกองกลางของสำนักงานศาลยุติธรรม แล้วทำไมท่านเอาเงินไปเก็บไว้มากขนาดนั้น แล้วท่านไม่มีรายการที่เป็นเงินสมทบแม้แต่บาทเดียว จึงอยากทราบจริงๆ ว่าเงิน 30,000 กว่าล้านบาท และถ้าเอาเงินฝากในบัญชีคงคลัง 9,000 กว่าล้านบาท บวกกับเงินฝากในสถาบันการเงิน 26,407 ล้านบาท ซึ่งรวมกันแล้วมีประมาณ 35,000 กว่าล้านบาท ผมอยากรู้ว่าท่านเก็บเอาไว้เพื่อการใด เพราะกรณีของท่าน สำนักงบประมาณ รัฐบาล ให้เงินเดือนค่าบุคลากรเต็มพิกัด ผมไม่แน่ใจว่ามันสัมพันธ์กับเรื่องสวัสดิการภายในของท่านหรือไม่” นายวีระ กล่าว

นายวีระ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ตนขอฝากถึงสำนักงานศาลยุติธรรมว่าอยากให้ท่านหารือกับกรมบัญชีกลางและสำนักงบประมาณ ช่วยกันคิดพิจารณาว่ากรณีของเงินฝากในสถาบันการเงิน 26,407 ล้านบาท กับเงินฝากในบัญชีคงคลัง 9,000 กว่าล้านบาท ท่านมีวิธีการอย่างไรที่จะทำให้มันกลายเป็นเงินที่เอามาใช้ในงบประมาณ โดยที่ท่านไม่ต้องตั้งรายการขอรับงบประมาณจำนวนมาก ในปีงบประมาณ 2571 และ 2572 เพราะถ้าสำนักงานศาลยุติธรรมนำเงินที่ตัวเองมีอยู่นั้นออกมาใช้ ท่านจะสามารถใช้เงินได้มากกว่าจำนวนที่ท่านขอมาอยู่แล้ว แต่ท่านไม่ทำแบบนั้น กลับตั้งรายการขอรับงบประมาณ ทั้งที่ท่านไม่ควรตั้งรายการของบประมาณของหน่วยงานตัวเองเป็นเงินที่มากกว่างบประมาณที่ได้รับในปีงบประมาณ 2570 แต่ถ้ามีส่วนที่ขาด หรือไม่เพียงพอ ก็ขอให้ท่านดึงเงินจากเงินฝากเหล่านั้น เอามาเป็นเงินสมทบ

“เงินที่ควรจะอยู่ในเก๊ะ ในการครอบครองของท่าน มันไม่ควรมากกว่าครึ่งหนึ่งของงบประมาณด้านบุคลากร ท่านได้รับงบบุคลากรประมาณ 17,000 ล้านบาท ดังนั้น ตัวเลขสำหรับเงินกองกลางที่ท่านมี ควรมีประมาณ 10,000 ล้านบาท ไม่ควรจะเป็นเงิน 35,000 ล้านบาทอย่างนี้ อยากให้ท่านคุยกับกรมบัญชีกลางและสำนักงบประมาณว่าถึงเวลาที่ศาลจะช่วยประเทศในยามที่ฐานะการเงินการคลังของประเทศเสื่อมถอยขนาดนี้”นายวีระ กล่าว

ด้าน นายภพ เอครพานิช รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวว่า กรณีของเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด จำนวน 36,703 ล้านบาท มีที่มาที่ไป มีความผูกพันที่สำนักงานศาลยุติธรรมต้องใช้ โดยเงินฝากในสถาบันการเงินและเงินฝากที่มีระยะสั้น รวมจำนวน 27,000 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินค่าธรรมเนียมศาล และค่าปรับ จากศาล 280 กว่าแห่ง เป็นเงินจำนวน 907 ล้านบาท ซึ่งต้องรอนำส่งในช่วงสิ้นปีงบประมาณ และมีเงินรับฝากค่าปรับผู้ประกัน จำนวน 51 ล้านบาทเศษ ซึ่งต้องรอนำส่งในช่วงสิ้นปีงบประมาณด้วย ส่วนเงินรับฝากเงินกลาง 14,500 ล้านบาทเศษ เป็นไปตามระเบียบที่สำนักงานศาลยุติธรรมกำหนดตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาความ ที่กำหนดว่าเงินกลางเป็นเงินที่คู่ความหรือบุคคลภายนอกวางไว้ต่อศาล ซึ่งไม่ใช่เงินค่าธรรมเนียมศาล และไม่ใช่เงินค่าปรับ แต่เป็นเงินที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการพิจารณาคดี อาทิ เงินประกันตัวผู้ต้องหาหรือจำเลย เงินวางทรัพย์ชำระหนี้ เงินค่าธรรมเนียมอื่นๆ ที่รอศาลตัดสิน ดังนั้น เงินดังกล่าวเป็นภาระที่ต้องคืน กรณีที่ไม่ว่าโจทก์หรือจำเลยวางทรัพย์ไว้ ก็จะต้องรับชำระเงินไปเมื่อการพิจารณาคดีเสร็จสิ้น ไม่ใช่เงินรายรับของศาล

นายภพ กล่าวอีกว่า สำหรับเงินที่เราฝากในบัญชีคงคลัง แบ่งเป็นเงินประกันสัญญา 195 ล้านบาท ซึ่งเป็นการดำเนินการตาม พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง โดยมีการจ่ายคืนให้กับคนที่วางหลักประกันไว้ หรือมีการบังคับหลักประกัน ซึ่งเป็นเงินที่มีภาระผูกพัน เงินค่าธรรมเนียม ประมาณ 9,000 กว่าล้านบาท ค่าใช้จ่ายในการบังคับคดี 253 ล้านบาท เงินฝากเพื่อบูรณะทรัพย์สิน 93,000 บาทเศษ และเงินฝากค่าธรรมเนียมการสอบแข่งขัน 489,000 บาท ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเงินฝากในบัญชีคงคลัง แต่สุดท้ายจะถูกนำไปใช้ตามภารกิจนั้น ไม่ใช่เงินรายรับที่ศาลยุติธรรมจะนำไปใช้จ่ายได้