เมื่อวันที่ 17 ส.ค. สภาการศึกษาคาทอลิกแห่งประเทศไทย จัดประชุมสัมมนาประจำปีการศึกษา 2569 ครั้งที่ 55 ภายใต้หัวข้อ “6 ทศวรรษแห่ง Gravissimum Educationis: ความท้าทายและทิศทางในอนาคตของการศึกษาคาทอลิกในบริบทโลกสมัยใหม่” ระหว่างวันที่ 16–19 ส.ค.2569 ณ โรงแรมเดอะกรีนเนอรี่ รีสอร์ท เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา โดยมี 4 สังฆมณฑลอีสานเป็นเจ้าภาพจัดงาน
โดยการประชุมครั้งนี้จัดขึ้นในวาระ 60 ปีของ Gravissimum Educationis หรือ คำประกาศว่าด้วยการศึกษาแบบคริสต์ของสภาสังคายนาวาติกัน ครั้งที่ 2 โดยนำแนวทางจากสมณลิขิต Drawing New Maps of Hope ของสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 มาต่อยอดสู่การจัดการศึกษาคาทอลิกในโลกปัจจุบัน มุ่งให้การศึกษาเป็นพื้นที่แห่งความหวัง และพัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้าน ทั้งความรู้ คุณธรรม จิตใจ และความรับผิดชอบต่อสังคม พร้อมส่งเสริมการรับฟังเสียงเด็กและเยาวชน การมีส่วนร่วมของครอบครัว การเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายเข้ามามีบทบาททางการศึกษา การสร้างความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ และการดูแลโลกซึ่งเป็นบ้านที่ทุกคนอยู่ร่วมกัน การประชุมครั้งนี้ยังตั้งคำถามสำคัญ ว่า การศึกษาคาทอลิกจะรักษาสิ่งเก่าที่เป็นอัตลักษณ์และคุณค่าไว้ พร้อมเปิดรับสิ่งใหม่อย่าง AI และเทคโนโลยี โดยไม่สูญเสียความเป็นมนุษย์ได้อย่างไร เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ให้เป็นทั้งผู้มีความรู้ มีคุณธรรม และเป็นพลังแห่งความหวังของสังคมในอนาคต

งานดังกล่าวได้รับเกียรติจาก นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ทิศทางและนโยบายด้านการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ” หลังจากนั้น ได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจ ความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) เรื่อง “การพลิกโฉมคุณภาพการศึกษาไทยด้วยการพัฒนานวัตกรรมครูสู่นวัตกรรมนักเรียน โครงการความร่วมมือทางวิชาการ” ระหว่าง สภาการศึกษาคาทอลิกแห่งประเทศไทย ร่วมกับ สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ(พว.)
บาทหลวง เอกรัตน์ หอมประทุม นายกสมาคม และเลขาธิการสภาการศึกษาคาทอลิกฯ กล่าวว่า สภาการศึกษาคาทอลิกฯ ให้ความสำคัญกับการปรับกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียน โดยเฉพาะการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning ซึ่งเปิดโอกาสให้เด็กมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้ ทำให้ห้องเรียนมีชีวิตชีวา สนุก และช่วยให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้กับชีวิตจริงได้อย่างเป็นรูปธรรม แนวทางดังกล่าวแตกต่างจากการเรียนแบบท่องจำ เพราะแม้เด็กจะสามารถจดจำเนื้อหาวิชาการเพื่อใช้ในการเรียนหรือการสอนได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปความรู้ที่เกิดจากการท่องจำอาจเลือนหาย ขณะที่ Active Learning ทำให้เด็กผ่านกระบวนการคิด การมีส่วนร่วม และการลงมือปฏิบัติ จึงช่วยให้เกิดความเข้าใจและสามารถจดจำองค์ความรู้ได้อย่างยั่งยืน ซึ่ง Active Learning จะทำให้ความรู้คงอยู่กับนักเรียนจนลมหายใจสุดท้ายของชีวิต เป็นแนวคิดที่สะท้อนว่า เป้าหมายของการศึกษาไม่ควรหยุดอยู่เพียงการทำให้เด็กจำได้ แต่ต้องทำให้เด็กเข้าใจ คิดเป็น ทำเป็น และนำไปใช้เป็น ด้วยเหตุนี้ สภาการศึกษาคาทอลิกฯ จึงให้ความสำคัญกับกระบวนการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning และสร้างความร่วมมือกับพว.ในลักษณะพันธมิตรทางการศึกษา โดยนำองค์ความรู้ สื่อ อุปกรณ์ และกระบวนการเรียนรู้มาประยุกต์ใช้กับผู้เรียน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการจัดการศึกษา โดยเป้าหมายสำคัญคือการนำหลักสูตรฐานสมรรถนะ ควบคู่กับ Active Learning มาใช้พัฒนาผู้เรียนให้ได้รับประโยชน์อย่างเต็มศักยภาพ ไม่เพียงมีความรู้ทางวิชาการ แต่สามารถนำความรู้ไปใช้ในชีวิตจริง และเติบโตเป็นคนที่มีคุณภาพและเป็นประโยชน์ต่อสังคมในอนาคต

ด้าน ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฏร ประธานกรรมการบริหาร พว. กล่าวว่า การศึกษาที่มีคุณภาพต้องสร้างกระบวนการคิดและกระบวนการเรียนรู้ให้ผู้เรียนสามารถสร้างองค์ความรู้ พัฒนาตนเอง และนำสิ่งที่เรียนไปใช้กับชีวิตจริงได้ เพราะการศึกษา คือ ชีวิต และชีวิต คือ การศึกษา การจัดการศึกษาจึงไม่ใช่การเตรียมเด็กไว้ใช้ชีวิตเฉพาะในอนาคต แต่ต้องทำให้สิ่งที่เรียนรู้ใช้ได้กับชีวิตในปัจจุบันด้วย หัวใจสำคัญ คือ การฝึกให้เด็กเรียนรู้ผ่านกระบวนการคิดและการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง เมื่อโลกและสังคมเปลี่ยนแปลง เด็กที่มีพื้นฐานกระบวนการเรียนรู้ที่ดีจะสามารถนำทักษะเหล่านี้ไปเผชิญปัญหา เรียนรู้สิ่งใหม่ และปรับตัวต่อสถานการณ์ในอนาคต รวมถึงนำไปใช้ในการประกอบอาชีพและการดำเนินชีวิตได้ตลอดเวลา ซึ่งผลจากการจัดการเรียนรู้ในโรงเรียนต้นแบบสะท้อนให้เห็นว่า เมื่อเปิดพื้นที่ให้สมองของเด็กได้ทำงานผ่านการคิดและลงมือปฏิบัติ เด็กสามารถพัฒนาไปไกลกว่าการจดจำเนื้อหา ทั้งสามารถทำงานวิจัย สร้างนวัตกรรม และใช้กระบวนการวิจัยได้ตั้งแต่วัยเรียน ถือเป็นการยกระดับการเรียนรู้ไปสู่การสร้างองค์ความรู้ด้วยตัวเอง ขณะเดียวกัน มีการตั้งข้อสังเกตว่า หากประเทศไทยยังยึดการเรียนแบบเดิม คุณภาพการศึกษาจะยกระดับได้ยาก โดยเมื่อมองย้อนกลับไปหลายทศวรรษ ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของไทยเมื่อเปรียบเทียบกับนานาชาติยังมีโจทย์ต้องเร่งพัฒนา ดังนั้น หากสามารถขยายรูปแบบการเรียนรู้ของโรงเรียนต้นแบบไปยังโรงเรียนที่มีศักยภาพและความพร้อม ก็มีโอกาสผลักดันคุณภาพการศึกษาไทยให้ก้าวขึ้นสู่มาตรฐานระดับโลกได้



