เมื่อวันที่ 20 ส.ค. ที่รัฐสภา นายอาสพลธ์ สรรณไตรภพ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร แถลงผลประชุมเกี่ยวกับการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น ว่า มีผู้แทนเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ผู้แทนเลขาธิการคณพกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ (ป.ป.ท.) และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ในฐานะเลขานุการ คณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น มาให้ข้อมูลเกี่ยวกับความคืบหน้าการสอบข้อเท็จจริง   

นายอาสพลธ์ กล่าวว่า คณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายและตรวจสอบใน 3 ห้วงเวลา คือ 1.ช่วงก่อนการสอบ 2.ระหว่างการสอบ และ 3.หลังการสอบรวม 32 ขั้นตอน จึงได้ทำข้อเสนอไปยังนายกรัฐมนตรี 6 ข้อ ประกอบด้วย 1.ให้กระทรวงมหาดไทย และ สถ. ดำเนินการทางกฎหมายกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทุจริตอย่างเฉียบขาดทั้งทางอาญา แพ่ง และทางปกครอง พร้อมทั้งให้กระทรวงมหาดไทยและ สถ. ตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม เนื่องจากยังไม่ครอบคลุมการกระทำผิดของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน และให้ สถ. จัดประชุม คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ใหม่ โดยนำข้อมูลที่ถูกต้องเข้าสู่การประชุมเพื่อรับรอง และแก้ไขบัญชีรายชื่อผู้สอบผ่านให้ถูกต้อง และให้ สถ. ในฐานะคู่สัญญาดำเนินการตามกฎหมายเรียกร้องค่าเสียหายจาก มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว)

นายอาสพลธ์ กล่าวว่า 2.ให้ สถ. พัฒนาปรับปรุงระบบการบริหารบุคคลท้องถิ่น และให้พิจารณาว่าในอนาคตสมควรมอบหมาย กสถ. เป็นผู้จัดสอบแข่งขันในการคัดเลือกบุคคลบรรจุเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นหรือไม่ หรือสมควรยุบหน่วยงานดังกล่าว เนื่องจากการจัดสอบปี 2568 กสถ. ดำเนินการผิดพลาดอย่างร้ายแรง มีการทุจริตทั้ง 32 ขั้นตอน ทำให้เสียความน่าเชื่อถือโดยสิ้นเชิง จึงเป็นที่มาของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเสนอว่า หากยังทำหน้าที่อย่างนี้ ต่อไปควรยุบหน่วยงานนี้ทิ้งเสีย

นายอาสพลธ์ กล่าวว่า 3.ให้สำนักงานข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำฐานข้อมูลผู้กระทำการทุจริตการสอบ เพื่อให้ปรากฏชื่อในฐานทะเบียนกลาง หากในอนาคตไปสอบในหน่วยงานใดหรือรัฐวิสาหกิจใด จะปรากฏชื่อบุคคลเหล่านี้ ทำให้ถูกตัดสิทธิไม่สามารถรับราชการได้อีกตลอดชีวิต

4.ให้ ป.ป.ท., สตง., ปปง. บูรณาการขยายผลการสืบสวนเบื้องต้นเนื่องจากพบเครือข่ายกระทำความผิดหลายเครือข่าย และเป็นการสนับสนุนการสอบของ ป.ป.ช.

“ในการสอบแข่งขันมีการไปรวบรวมรายชื่อผู้สมัครเป็นพวงๆ ประมาณ 100 พวง 1 พวงอาจจะมี 100-200 คน แล้วแต่จำนวนไม่เท่ากัน เป็นกลุ่มที่เข้าข่ายการทุจริต มีการมอบหมายให้สมัครแทนกันประมาณ 100 พวง มีการจ่ายเงินค่าสมัครแทนกันจาก 100 พวง ลดเหลือ 80 พวง วิธีการปกติผู้สมัครต้องไปสมัครเองจ่ายเงินค่าสอบเองผ่านธนาคารกรุงไทย แต่กรณีนี้คณะกรรมการสอบหาข้อเท็จจริงพบว่ามีการรวบรวมสมัครสอบร่วมกัน 100 พวง เมื่อสมัครเสร็จนำเงินไปจ่าย รวบรวมไปจ่ายอีก 80 พวง หลังจากนั้น ปปง. พบเส้นเงินระดับหลัก 1 แสนบาท-1 ล้านบาท ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการไปสมัครสอบ และจ่ายเงินอีก 40 ถึง 60 พวง โดยมีกระบวนการเกี่ยวเนื่องกันเป็นกระบวนการที่ใหญ่” นายอาสพลธ์ กล่าว

นายอาสพลธ์ กล่าวว่า 5.ให้กรมบัญชีกลางจัดทำขอบเขตงาน TOR เป็นมาตรฐานกลางสำหรับการจัดสอบแข่งขันเพื่อให้หน่วยงานภาครัฐทุกแห่งปฏิบัติในแนวทางเดียวกัน โดยมี 32 ขั้นตอนเสนอให้นายกรัฐมนตรี เพื่อให้กรมบัญชีกลางนำไปเป็น TOR มาตรฐานในการจัดสอบในอนาคต เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริต

และ 6.ให้สำนักงาน ก.พ., ป.ป.ท., สตง., กระทรวงมหาดไทย และสำนักงาคณะกรรมการกฤษฎีกา ร่วมศึกษาจัดทำร่างกฎหมาย กำหนดคุณสมบัติลักษณะต้องห้าม ฐานความผิดและโทษของการทุจริตสอบแข่งขัน ในการเข้ารับราชการเพื่อให้มีความชัดเจนและเหมาะสมกับสถานการณ์ เพราะวันนี้มีช่องโหว่ของกฎหมายเยอะ

นายอาสพลธ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังพบข้อมูลการร้องเรียนทุจริตสอบท้องถิ่นในปี 2564 ที่มหาวิทยาลัยบูรพาเป็นผู้จัดสอบ และผู้ผ่านสอบในครั้งนั้นเป็นผู้ชักชวนเข้ากระบวนการทุจริตสอบในรอบปี 2568 รวมถึงอดีตนายกเทศมนตรีตำบลควนกาหลง จ.สตูล เป็น กสถ. ถูกจับได้คดีเรียกรับผลประโยชน์ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับกรณีเทศบาลแห่งหนึ่งในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งสอดคล้องกับการหลบหนีของนายกควนกาหลง ถูกจับที่ จ.นครราชสีมา ทำให้ได้ข้อสังเกตว่า TOR เกิดขึ้นภายหลัง ไม่ได้นำรูปแบบกระบวนการทุจริตที่แท้จริงมาประกอบการพิจารณา

นายอาสพลธ์ กล่าวอีกว่า ส่วน ป.ป.ท. ยังอยู่ระหว่างการขยายผลสืบสวนเส้นทางการเงินร่วมกับ ปปง. และ สตช. ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่เร่งให้แล้วเสร็จ ทั้งนี้มีความคืบหน้าจากการสอบปากคำผู้ที่เกี่ยวข้องกว่า 500 คน พบเส้นเงินรวมกว่า 9,000 ล้านบาท เพราะจากการสอบของ ปปง. พบขบวนการทุจริตว่ามีการรวบรวมผู้สมัครซึ่งเป็นสายเรียกเก็บเงินล่วงหน้า และเก็บเงินเพิ่มเมื่อมีการประกาศบรรจุเป็นข้าราชการหรือพนักงานท้องถิ่น ซึ่ง ป.ป.ช. คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จในส่วนการตรวจสอบของ กสถ. ภายในเดือนกันยายนนี้ นอกจากนี้ยังรับพิจารณาคดีย้อนหลังไปถึงการสอบเลื่อนระดับผู้บริหารท้องถิ่นปี 2564 เป็นคดีพิเศษด้วย

เมื่อถามว่า จากการตรวจสอบหลังพบเส้นเงินรวมกว่า 9,000 ล้านบาท ในคดีทุจริตสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น มีความเชื่อโยงเกี่ยวกับนักการเมืองหรือไม่ นายอาสพลธ์ กล่าวว่า ตนได้สอบถามเรื่องนี้ในที่ประชุมว่า ขณะนี้เรื่องถึงระดับไหนแล้ว ด้านผู้แทน ป.ป.ช. ชี้แจงว่ายังอยู่ที่ระดับ 10 และได้สอบถามไปยังเลขานุการคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายว่าจากการสอบหาข้อเท็จจริง ถึงระดับ 11 หรือไม่หรือสูงกว่านั้นหรือไม่ คำตอบคือยังไม่มี

เมื่อถามย้ำว่า นอกจากข้าราชการประจำแล้วมีนักการเมืองเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ นายอาสพลธ์ กล่าวว่า ทางผู้ชี้แจงบอกว่า มีนักการเมืองเกี่ยวข้อง

ต่อข้อถามว่าทาง ป.ป.ช. ได้ชี้แจงหรือไม่ ว่ามีการเชิญบุคคลที่มีชื่อปรากฏตามข่าวไปสอบ อาทิ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทย นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกฯ และนายทองเจือ ชาติกิจเจริญ ที่ปรึกษาของนายกฯ นายอาสพลธ์ กล่าวว่า ประเด็นนี้ กมธ. ไม่ได้สอบถาม แต่ขอชี้แจงเพิ่มเติมในกรณีที่มหาวิทยาลัยบูรพา ที่ออกมาปฏิเสธต่างๆ นั้น ทางคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายได้มีการเชิญมหาวิทยาลัยบูรพาไปให้ข้อมูลเพิ่มเติม แต่มหาวิทยาลัยบูรพาไม่ไปชี้แจง จึงตั้งเป็นข้อสังเกตเช่นกันเพราะว่าทุกคนไปหมด จึงเป็นที่มาที่มาชี้แจงในที่ประชุม กมธ. ทำให้พบว่ามีการทุจริตการสอบแข่งขันปี 2564 เช่นเดียวกัน

เมื่อถามว่า กมธ.กฎหมายฯ ตั้งข้อสังเกตว่า มหาวิทยาลัยบูรพา ทำให้เกิดการทุจริตในการสอบ แต่สุดท้ายไม่มีการดำเนินการอะไรให้เป็นรูปธรรม นายอาสพลธ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ กมธ. ได้สอบถามเช่นกัน ถือว่าเป็นความบอกพร่องของกรรมการ กสถ. และ สถ. ในขณะนั้น ก็ต้องดำเนินคดีอาญาเช่นเดียวกัน รวมถึงบุคคลที่อยู่ในช่วงร่าง TOR ในรายงานระบุว่ามีความผิดเช่นเดียวกัน.