วานนี้ (20 ส.ค.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สมาคมโรงภาพยนตร์แห่งสหราชอาณาจักร (UKCA) กำลังพิจารณาออกมาตรการจำกัดการใช้งานแว่นตาอัจฉริยะ “เมตา เอไอ” ในโรงภาพยนตร์ หลังผู้ประกอบการต้องชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์ด้านการช่วยการมองเห็นและการฟังของผู้บกพร่องทางสายตาและการได้ยิน กับความกังวลเรื่องการละเมิดความเป็นส่วนตัวและการละเมิดลิขสิทธิ์ภาพยนตร์
แว่นตาอัจฉริยะของบริษัทเมตาถูกตั้งฉายาว่า “แว่นตาถ้ำมอง” หรือ “แว่นตาสายลับ” เนื่องจากมีการติดตั้งกล้องขนาดเล็กจิ๋วไว้ที่กรอบแว่น ทำให้ผู้สวมใส่สามารถถ่ายภาพและวิดีโอได้อย่างแนบเนียน แม้จะมีไฟสัญญาณเตือนขณะบันทึกภาพ แต่ผู้ใช้จำนวนมากกลับปกปิดไฟดังกล่าวได้อย่างง่ายดาย รวมถึงมีพ่อค้าผลิตอุปกรณ์บดบังไฟสัญญาณออกมาวางจำหน่ายบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่อย่างแอมะซอน ก่อให้เกิดกระแสความกังวลเป็นวงกว้างเรื่องการแอบถ่ายโดยที่ผู้ถูกถ่ายภาพไม่ยินยอมและไม่รู้ตัว

นอกจากปัญหาเรื่องละเมิดความเป็นส่วนตัวแล้ว ผู้ประกอบการโรงภาพยนตร์ยังกังวลเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่ง UKCA ระบุว่า สร้างความเสียหายแก่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของอังกฤษไม่ต่ำกว่า 500 ล้านปอนด์ (ราว 22,325 ล้านบาท) ต่อปี โดยรายงานปี 2567 ชี้ว่าภาพยนตร์ละเมิดลิขสิทธิ์ที่หลุดเข้าสู่ระบบออนไลน์กว่า 90% มีต้นทางมาจากการแอบถ่ายในโรงภาพยนตร์ ซึ่งที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่มักตรวจพบการใช้สมาร์ทโฟนแอบถ่าย จนต้องมีมาตรการให้ผู้ชมเก็บโทรศัพท์ในซองล็อกพิเศษก่อนเข้าฉาย แว่นตาเมตาจึงอาจกลายเป็นเครื่องมือใหม่ที่ช่วยให้การละเมิดลิขสิทธิ์เป็นไปได้ง่ายขึ้น
อย่างไรก็ตาม แว่นตานี้ยังมีประโยชน์สำหรับผู้พิการ ทาง ฟิล แคลปป์ ประธานบริหาร UKCA ระบุว่า แว่นตาดังกล่าวมีเทคโนโลยีที่ช่วยแสดงคำบรรยายแบบเฉพาะบุคคล ซึ่งมีประโยชน์ต่อผู้บกพร่องทางการมองเห็นและการได้ยินในการรับชมภาพยนตร์ ขณะที่ตัวแทนจากบริษัทเมตาชี้ว่า การสั่งห้ามใช้งานแว่นอัจฉริยะโดยสิ้นเชิงจึงอาจเป็นการ “ถอยหลังเข้าคลอง” สำหรับผู้บกพร่องทางสายตาและการรับฟัง
ขณะนี้ สหราชอาณาจักรยังไม่ได้ประกาศแบนแว่นตาประเภทนี้ในระดับประเทศอย่างเป็นทางการ แต่กระแสการควบคุมแว่นตาเอไอกำลังเพิ่มความเข้มข้นขึ้นทั่วยุโรป เช่น ในเยอรมนี ที่หน่วยงานคุ้มครองข้อมูลเปิดเผยว่า แว่นตานี้อาจเข้าข่ายถูกสั่งห้ามใช้งาน ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายที่มีอยู่แล้วเกี่ยวกับการห้ามใช้อุปกรณ์บันทึกภาพที่ซุกซ่อนอยู่ในสิ่งของเครื่องใช้ประจำวัน
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
ที่มา : euronews.com
เครดิตภาพ : REUTERS



