สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงออตตาวา ประเทศแคนาดา เมื่อวันที่ 22 ส.ค. ว่า นายกรัฐมนตรีมาร์ค คาร์นีย์ ผู้นำแคนาดา ประกาศระงับการเจรจาการค้ากับสหรัฐ แม้ทั้งสองฝ่ายมีความคืบหน้าสำคัญในการเจรจาข้อตกลง เพื่อหลีกเลี่ยงการที่รัฐบาลวอชิงตันจะบังคับใช้ภาษี 50% กับสินค้าหลายรายการของแคนาดา


อย่างไรก็ตาม ในที่สุดทั้งสองฝ่ายไม่สามารถบรรลุข้อตกลงที่สอดคล้องกับเป้าหมายในการปกป้องผลประโยชน์ของชาวแคนาดาได้
ผู้นำแคนาดากล่าวว่า ด้วยเหตุนี้จึงตัดสินใจระงับการเจรจาการค้ากับสหรัฐ และสั่งให้คณะผู้แทนเจรจาของแคนาดาเดินทางกลับกรุงออตตาวา หลังเจรจากันมานานสามวัน ซึ่งเป็นช่วงที่ทรัมป์ระงับการขึ้นภาษีทั้งหมดไว้ก่อน


ทั้งนี้ สหรัฐเตรียมบังคับใช้ภาษี 50% กับสินค้าจากแคนาดามูลค่าประมาณ 28,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 915,039.86 ล้านบาท) ตั้งแต่เวลาเที่ยงคืนเข้าสู่วันที่ 22 ส.ค. นี้ ซึ่งแคนาดาจะตอบโต้ด้วยการเรียกเก็บภาษีในมูลค่าเท่ากัน “แบบดอลลาร์ต่อดอลลาร์” เพื่อปกป้องแรงงานและภาคธุรกิจของประเทศ

การเก็บภาษีดังกล่าวเป็นการที่รัฐบาลวอชิงตันใช้อำนาจตามมาตรา 338 ของกฎหมายการค้าฉบับปี 2473 ซึ่งเปิดทางให้ประธานาธิบดีสหรัฐเพิ่มภาษีในอัตราสูงสุด 50% กับสินค้าจากประเทศที่ “ปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม” ในการค้ากับสหรัฐ


แม้มาตรการภาษีครั้งใหม่จะครอบคลุมสินค้าส่งออกของแคนาดาในสัดส่วนไม่มาก แต่จะเพิ่มแรงกดดันจากภาษีที่สหรัฐเรียกเก็บอยู่แล้วกับเหล็ก ไม้แปรรูป และรถยนต์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของแคนาดาที่ยังเปราะบาง และอาจกระทบต่อการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างสองประเทศในอนาคต


อนึ่ง ภาษีใหม่จะมีผลกับสินค้าจากแคนาดา แม้สินค้านั้นจะมีคุณสมบัติได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีภายใต้ข้อตกลงการค้าไตรภาคี สหรัฐ-เม็กซิโก-แคนาดา (ยูเอสเอ็มซีเอ) ซึ่งก่อนหน้านี้ช่วยคุ้มครองภาคอุตสาหกรรมของแคนาดาจำนวนมากจากมาตรการภาษีของสหรัฐ.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS