วันนี้ (22 ส.ค.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานกระแสนิยมล่าสุดของหญิงสาวรุ่นใหม่ในประเทศจีนเกี่ยวกับการย้อมสีขนรักแร้ โดยเป็นทั้งแฟชั่นสุดเก๋และการประกาศเจตนารมณ์ในการมีอำนาจตัดสินใจเหนือร่างกายของตนเอง

เทรนด์นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะในปี 2554 นักร้องชื่อดังอย่าง เลดี กากา ก็เคยสร้างกระแสข่าวด้วยการยอมย้อมขนรักแร้เป็นสีเขียว หลังจากนั้นแฟชั่นย้อมสีขนรักแร้โทนสดใส รวมถึง “Glitter Pits” หรือการประดับกากเพชรที่รักแร้ ก็เริ่มแพร่หลายบนโซเชียลมีเดียทั่วโลก

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โซเชียลมีเดียของจีนได้กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เทรนด์นี้แพร่หลายในกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะบนแพลตฟอร์มสังคมออนไลน์ที่เน้นเรื่องไลฟ์สไตล์อย่างเสี่ยวหงซู ซึ่งเปรียบได้เหมือนอินสตาแกรมของจีน มีเหล่าผู้ใช้งานต่างออกมาอวดขนรักแร้สีสันสะดุดตาหลายราย นอกจากนี้ยังมีบางคนทำคลิปสอนขั้นตอนการกัดสีและการย้อมอย่างละเอียด นอกจากนี้ยังมีโพสต์คำเตือนถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ตั้งแต่การระคายเคืองผิวหนังไปจนถึงปัญหาเรื่องสีหลุดลอกไว

“เสี่ยวขุย” (นามสมมติ) หญิงสาวคนหนึ่งเล่าถึงความรู้สึกอึดอัดเกี่ยวกับขนรักแร้ตั้งแต่สมัยยังเรียนชั้นประถมศึกษา เมื่อเพื่อนทักเรื่องขนที่ขึ้นใต้วงแขน คำพูดนั้นทำให้เธอรู้สึกอับอายอย่างมาก เหตุการณ์นั้นยิ่งตอกย้ำอคติในใจเธอว่า ขนใต้วงแขนเป็นสิ่งที่ “ไม่น่ามอง สกปรก และมีกลิ่นเหม็น”

เธอกำจัดขนรักแร้มานานหลายปี จนกระทั่งได้เห็นอินฟลูเอนเซอร์คนหนึ่งอวดขนรักแร้สีชมพูเหมือนผลแก้วมังกร นั่นจุดประกายให้เธออยากลองทำสิ่งใหม่ๆ เสี่ยวขุยตัดสินใจย้อมขนรักแร้เป็นสีบลอนด์ทองและโพสต์รูปบนออนไลน์ ซึ่งเธอได้รับคำชมจากเพื่อนๆ มากมายจนช่วยเพิ่มความมั่นใจในรูปร่างและร่างกายของตัวเองได้อย่างมาก

ส่วนหญิงสาวอีกคนชื่อ “ซานซาน” ได้รับแรงบันดาลใจในการย้อมขนรักแร้เป็นสีเหลืองหลังจากเห็นขนรักแร้สีเขียวของ เลดี กากา มีรายงานว่าการย้อมขนรักแร้ทั้ง 3 ครั้งของเธอ ช่วยให้เธอเข้าใกล้การโอบรับตัวตนที่แท้จริงได้มากขึ้นเรื่อยๆ

ความจริงแล้ว ในประเทศจีน ความอับอายของผู้หญิงเกี่ยวกับขนรักแร้ยาวเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้เอง หากย้อนกลับไป ในปรัชญาขงจื๊อดั้งเดิมจะเน้นย้ำว่า “ร่างกายคือสิ่งที่ได้รับมาจากพ่อแม่” จึงไม่สนับสนุนให้ตัดแต่งหรือเปลี่ยนแปลงโดยไม่จำเป็น นอกจากนี้ ภาพเขียนในสมัยราชวงศ์ซ่งก็มักเผยให้เห็นภาพหญิงสาวที่เปิดเผยขนใต้วงแขนอย่างเป็นธรรมชาติ

ยิ่งไปกว่านั้น การเห็นขนรักแร้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกในภาพยนตร์ เช่น ในภาพยนตร์เรื่อง Lust, Caution (เล่ห์ ราคะ) ของผู้กำกับอั้งลี่ นักแสดงสาว ทังเหวย สวมชุดกี่เพ้าอย่างงดงามพร้อมเผยให้เห็นขนรักแร้ตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นรายละเอียดที่สร้างความประหลาดใจให้แก่ผู้ชมบางส่วน มีรายงานว่า เธอต้องปล่อยให้ขนรักแร้งอกยาวนานถึง 8 เดือนก่อนการถ่ายทำ เพื่อสะท้อนค่านิยมความงามของหญิงสาวชาวเซี่ยงไฮ้ในช่วงทศวรรษ 1930 ได้อย่างถูกต้องที่สุด

นักวิชาการด้านวัฒนธรรมศึกษาหลายคนเสนอว่า “ภาวะอายขนรักแร้” ในจีน อาจเป็นปรากฏการณ์ที่รับมาจากภายนอก เมื่อภาพยนตร์ รายการโทรทัศน์ และนิตยสารแฟชั่นของชาติตะวันตกเริ่มได้รับความนิยมในจีนช่วงปีค.ศ. 1980 – 1990 ค่านิยมความงามที่มองว่าความอ่อนหวานของผู้หญิงต้องมาคู่กับผิวพรรณที่เรียบเนียนไร้ขนจึงเริ่มก่อตัวขึ้น กอปรกับการโฆษณาขายมีดโกนและผลิตภัณฑ์กำจัดขนยิ่งช่วยตอกย้ำบรรทัดฐานนี้

อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กรอบความคิดแบบเดิมเริ่มเสื่อมถอยลง กระแสการเปิดรับและภูมิใจในรูปร่างเรือนร่างของตนเองอย่างที่เป็นอยู่ ได้ส่งเสริมให้สังคมเกิดการยอมรับในรูปลักษณ์ตามธรรมชาติมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นขนตามร่างกาย รูปร่าง หรือสภาพผิวตามธรรมชาติ

ในประเทศจีน โซเชียลมีเดียได้ช่วยขยายกระแสการถกเถียงเรื่องอำนาจในการตัดสินใจเหนือร่างกายของตนเอง ทำให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อเทรนด์การย้อมสีขนรักแร้

ชาวเน็ตรายหนึ่งได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า “การย้อมสีขนรักแร้ไม่เคยเป็นเรื่องของ ‘ความอับอาย’ แต่เป็นเรื่องของ ‘การมีสิทธิ์เลือก’ บางคนเลือกที่จะถอน บางคนเลือกที่จะเก็บไว้ และบางคนเลือกที่จะย้อมสี สรุปแล้ว รักแร้ของผู้หญิงจะมีหน้าตาอย่างไร… ก็ควรเป็นการตัดสินใจของตัวเธอเอง”

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

ที่มา : scmp.com

เครดิตภาพ : QQ.com