เมื่อวันที่ 23 ส.ค.69 รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย นักรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช วิเคราะห์เสถียรภาพรัฐบาล ท่ามกลางแรงกดดันทางการเมือง และกระแสการเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน โดยประเมินว่า สถานการณ์ของรัฐบาลในเวลานี้ ยังไม่ได้อยู่ในภาวะน่ากังวล โดยเฉพาะเสถียรภาพในสภา ที่มีเสียงสนับสนุนมากกว่า 300 เสียง ขณะที่ยังไม่เห็นรอยร้าวสำคัญ ภายในพรรคร่วมรัฐบาล
รศ.ดร.ยุทธพร ระบุว่า หากฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามมาตรา 151 ซึ่งคาดว่าอาจเกิดขึ้น ในช่วงเดือนก.ย.หรือต.ค. โอกาสที่จะใช้การลงมติในสภา เพื่อโค่นรัฐบาล ยังถือว่าต่ำมาก เพราะรัฐบาลไม่ได้อยู่ในสภาพ เสียงปริ่มน้ำ และไม่มีความจำเป็น ต้องหางูเห่า หรือดึงเสียงฝ่ายค้าน เข้ามาเสริม ขณะที่ประเด็นซักฟอก เชื่อว่าไม่มีของใหม่ รัฐบาล เห็นข้อมูล และน่าจะเตรียมตัวตอบได้ไม่ยาก
‘ในสภาไม่ต้องกังวล 300 กว่าเสียง ผมว่ายังไงก็คงไปกันต่อ ที่สำคัญภูมิใจไทยกุมเสียงเกือบ 200 เสียง ถือว่า กำหนดเกมเบ็ดเสร็จ แถมมีฝ่ายที่รอเข้ามาเป็นรัฐบาล ก็ยิ่งง่าย ต่อการบริหารจัดการ’รศ.ดร.ยุทธนา กล่าว
ส่วนกระแสข่าวเรื่องพลิกขั้วรัฐบาล รศ.ดร.ยุทธพร มองว่า ในสภาพความเป็นจริง ยังไม่เห็นปัญหารอยร้าว ที่มีน้ำหนักเพียงพอ จะกระทบเสถียรภาพรัฐบาล โดยความสัมพันธ์ระหว่างแกนนำ และบุคคลสำคัญของพรรคร่วม ยังมีโอกาสเดินหน้าร่วมกันต่อสูง
ส่วนความพยายาม ของฝ่ายค้านในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เห็นว่าปัญหาสำคัญคือ ประเด็นที่จะใช้โจมตีรัฐบาลจำนวนมาก ถูกเปิดไพ่ ไปก่อนแล้ว ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้อง ที่มา สว. THAI Passport การสอบทุจริตท้องถิ่น การแก้รัฐธรรมนูญ(รธน.) ตลอดจนประเด็นทางการเมืองอื่นๆ ล้วนถูกนำเสนอผ่านการไลฟ์สด การแถลงข่าว และเวทีต่างๆ ของฝ่ายค้านมาอย่างต่อเนื่องทำให้รัฐบาลสามารถคาดเดาประเด็น และเตรียมข้อมูลชี้แจงได้ล่วงหน้า
“รัฐบาลวันนี้ไม่ต้องรอข้อสอบรั่ว เพราะข้อสอบเหล่านี้ฝ่ายค้านเปิดอยู่ประจำ รัฐจึงไม่มีประเด็นให้ต้องกังวล”นักวิชาการชื่อดังกล่าวและว่า ดังนั้น โจทย์สำคัญจึงกลับไปอยู่ที่ฝ่ายค้านว่า จะสามารถนำเสนอ ข้อมูลใหม่ หลักฐานใหม่ หรือสิ่งที่เป็น ‘หมัดเด็ด–หมัดน็อก’ ได้หรือไม่ เพราะหากเป็นเพียงการนำเรื่องเดิม ที่สังคมรับรู้มาอภิปรายซ้ำ ก็ยากที่จะสร้างแรงกระเพื่อม จนเปลี่ยนแปลงสมการทางการเมือง
รศ.ดร.ยุทธพร มองว่า หากฝ่ายค้านไม่มีข้อมูลที่หนักแน่นกว่าเดิม การอภิปรายไม่ไว้วางใจก็อาจไม่สร้างผลทางการเมืองมากนัก และรัฐบาลมีโอกาสผ่านการลงมติสูง เมื่อถามว่ารัฐบาลชุดนี้มีโอกาสอยู่ครบวาระ 4 ปีหรือไม่ รศ.ดร.ยุทธพร ประเมินว่า อย่างน้อยในช่วง 2 ปีแรก นับว่าไปต่อได้ ส่วนหลังจากนั้น ต้องดูผลลัพธ์ด้านเศรษฐกิจเป็นสำคัญ ภาพรวมในเวลานี้ จึงยังไม่เห็นสัญญาณ ปัญหาเสถียรภาพของรัฐบาล ทั้งจำนวนเสียงในสภาที่ยังแข็งแรง และความสัมพันธ์ของพรรคร่วม ที่ยังไม่มีรอยร้าวสำคัญ ขณะที่สังคมก็ยังไม่ส่งสัญญาณ ต่อต้านจนรัฐบาล อยู่ลำบากคือ ยังมีเสียงที่หนุน และต้านที่คานกันอยู่



