เมื่อเวลา 14.03 น. วันที่ 23 ส.ค. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย พร้อมคณะ ประกอบด้วย พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสส.จังหวัดอุบลราชธานี น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก และคณะ เดินทางลงพื้นที่ตรวจราชการที่จังหวัดอุบลราชธานี โดยเดินทางถึงท่าอากาศยานกองบิน 21 และเดินทางต่อด้วยเฮลิคอปเตอร์ ไปยังจุดจอดเฮลิคอปเตอร์ อำเภอน้ำยืน เพื่อเดินทางโดยรถยนต์ต่อไปยังบริเวณช่องอานม้า รับฟังบรรยายสรุป การปฏิบัติงานด้านยุทธวิธี พร้อมให้กำลังใจพลทหาร ที่ปฏิบัติหน้าที่ดูแลรักษา และปกป้องผืนแผ่นดินไทย

ทันทีที่นายกฯ เดินทางถึงได้รับฟังบรรยายสรุปโครงการปรับปรุงพัฒนาเส้นทางลาดตระเวนและตรวจการเพื่อคุ้มครองทรัพยากรป่าไม้ และสัตว์ป่าเพื่อความมั่นคงตามแนวชายแดนบริเวณพื้นที่อนุรักษ์อำเภอน้ำยืน และโครงการจัดกำลังพล และสิ่งอุปกรณ์ที่สำคัญ
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ได้รับฟังสถานการณ์ทุ่นระเบิด และการปฏิบัติการทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมของประเทศไทย โดยการขอขยายระยะเวลาการเก็บกู้ทุ่นแบบครั้งที่ 4 ของประเทศไทยระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2570 ถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2574 พร้อมทั้งดูภาพประกอบจุดกำลังพลเหยียบทุ่นระเบิดในวันที่ 17 ส.ค.ที่ผ่านมา

สำหรับรายงานการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ไทยมีพื้นที่ที่ปนเปื้อนทุ่นระเบิดทั้งสิ้น 15 อำเภอ 6 จังหวัด ครอบคลุมทั้งจังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว และตราด โดยได้มีการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและสรรพาวุธระเบิด ตั้งแต่วันที่ 29 ธ.ค. 68 ถึงวันที่ 31 มี.ค. 69 ไปแล้วรวม 673 ทุ่น ส่วนการเก็บกู้กวาดล้างทุ่นระเบิดในพื้นที่ยุทธบริเวณ เพื่อสนับสนุนกองกำลังป้องกันชายแดน ระหว่างวันที่ 11 ธ.ค. 68-31 มี.ค. 69 มีพื้นที่ที่ปลอดภัยแล้วทั้งสิ้น 390,883 ตารางเมตร จากนั้นนายกฯ ได้ยืนส่องกล้องทางไกล ดูหมู่บ้านอานแซะ ช่องอานม้า ฝั่งกัมพูชา ก่อนจะตรวจเยี่ยมกำลังพล และมอบสิ่งของเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับพลทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่บริเวณช่องอานม้า

ต่อมานายกฯ กล่าวให้กำลังใจกำลังพล ด้วยน้ำเสียงสะเทือนใจ ว่า หลังจากเกิดเหตุการณ์ที่น่าเสียใจที่มีทหารต้องสูญเสียอวัยวะจากการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งทำความเสียใจให้กับตนเป็นอย่างมาก ตนมีความห่วงใย จึงได้หารือกับทางผบ.ทบ. บอกว่าเมื่อกลับจากการไปราชการต่างประเทศแล้ว จะขอมาพบกับกองกำลังทุกคนอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมายังไม่มีโอกาสพบกับทุกคน และเป็นสิ่งที่น่าอึดอัดใจอยู่ตลอดเวลา โดยช่วงที่มีเหตุการณ์สู้รบทั้งสองระลอก ตนมีความใกล้ชิดผูกพันกับนายทหารทุกคน มีโอกาสได้มา ติดตามสถานการณ์ และได้เห็นวีรกรรมของพี่น้องทหาร ทั้งบาดเจ็บ และเสียชีวิต จึงบอกตัวเองว่าตราบใดที่ยังทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ จะปฏิบัติและใช้ความสามารถทุกอย่างที่มีอยู่ สนับสนุนให้ทหารของชาติ มีประสิทธิภาพสูงสุดในการสู้รบ และปลอดภัย จากการปะทะ จากอริราชศัตรู จึงอยากให้ทุกคนมีความเชื่อมั่นว่ารัฐบาล อยู่ข้างทหารทุกคน และมีการประสานงานใกล้ชิดกับผู้บังคับบัญชาระดับสูงตลอดเวลา เมื่อมีเหตุการณ์ใดๆ ขึ้นมา ก็ไม่เคยมีความรู้สึกที่ดี นอกจากความเป็นห่วง และกังวลเป็นอันมากต่อความปลอดภัยของพวกเรา

นายกฯ กล่าวต่อว่า ดังนั้นขอให้นายทหารทุกคนได้ร่วมมือกัน รัฐบาลจะดูแลอย่างเต็มที่ และขอให้ได้ระมัดระวังตนเองในการปฏิบัติภารกิจทุกภารกิจ ให้ปลอดความเสี่ยงมากที่สุด และสิ่งที่ทำให้ตนสามารถตัดสินใจ หรือเจรจากับนานาประเทศ เวลามาพูดถึงเรื่องความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา คือการมาพบกับนายทหารที่ชายแดน เวลามีการพูดคุยบางทีมีประเทศที่ 3 ประเทศที่ 4 ไปฟังข้อมูลอะไรต่างๆ มา ก็พยายามจะมาหาว่าเราเป็นประเทศที่ศักยภาพเหนือกว่าขีดความสามารถสูงกว่า เราไปรังแกประเทศเพื่อนบ้านหรือเปล่า ถ้าตนไม่ได้มาเจอ ตนอาจจะไม่มีความมั่นใจในการโต้ตอบกับพวกเขา การที่เราทำงานอย่างใกล้ชิดกันเช่นนี้ และมีความรู้สึกร่วมด้วยกันเช่นนี้ ทำให้ทุกครั้งที่มีการหารือกับต่างประเทศ

“ผมมีความมั่นใจ ที่จะต้องปกป้องและยืนหยัดในจุดยืนของพวกเราโดยที่ไม่ยอมให้มีการเอารัดเอาเปรียบใดๆ ไม่ว่าจะใช้กลไกใดๆ ในการกดดันรัฐบาลไทย และกองทัพไทย สิ่งเหล่านี้ คือสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะเรามีความใกล้ชิดกัน มีความรู้สึกร่วมกัน ในการหวงแหน รักษา แผ่นดินของพวกเรา เมื่อไหร่ก็ตามที่ผมมีโอกาส ก็จะขอ รมว.กลาโหมและผบ.ทบ.เสมอว่า อยากจะมาพบกับพวกเราแล้ว วันนี้ก็เป็นโอกาสที่ดีอีกครั้งหนึ่ง แล้วยังมีใจที่เห็นพวกเรามีขวัญกำลังใจที่แน่วแน่ และมีความมุ่งมั่นในการทำหน้าที่ของพวกเราอย่างเต็มที่” นายกฯ กล่าว


นายกฯ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ตนจะไปเยี่ยมเพื่อนของเราที่ได้รับบาดเจ็บ ขอให้เป็นคนสุดท้าย ขอให้เราทุกคนถอดบทเรียนเพิ่มความระมัดระวังเรื่องความปลอดภัยให้กับตัวเอง พวกเราอยู่กับท่านเสมอ ท้ายที่สุดนี้ขออำนวยพรให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย พระบารมี องค์จอมทัพไทย และโปรดดลบันดาลให้ทหารทุกคน และเจ้าหน้าที่ทุกคน จงประสบแต่ชัยชนะ มีความแคล้วคลาดจากภัยอันตรายทุกสิ่ง มีความปลอดภัย และรักษาบ้านรักษาเมืองของเรา ให้มีความภาคภูมิใจ เป็นเกียรติยศเกียรติศักดิ์ แล้วจะมาพบกันเสมอ ยืนยันให้การสนับสนุนภารกิจของทุกคนให้เราได้รับชัยชนะ โดยที่ไม่มีวันจบสิ้น จากนั้นนายกฯ พร้อมคณะได้ปลูกต้นรวงผึ้ง.




