เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 69 นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะเสียงข้างน้อย ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อสร้างความกระจ่างแก่สังคม กรณีมติที่ประชุม กกต. เกี่ยวกับการสืบสวนคดีทุจริตและการฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ข้อหาที่ 1 และ 2 ซึ่งเชื่อมโยงไปถึงบุคลากร กรรมการบริหารพรรค และนักการเมือง โดยชี้แจงยืนยันว่า มติในกลุ่มคนสำคัญไม่ได้เป็นเอกฉันท์ตามที่ประชาชนอาจเข้าใจผิด แต่เป็นการลงมติด้วย “เสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 เสียง” และ “6 ต่อ 1 เสียง” โดยตนและ นายชาย นครชัย เป็นเสียงข้างน้อยที่เห็นควรว่ามีความผิด

  • การจัดทำโพยโหวตเครือข่ายเดียว: พบการประชุมจัดทำโพยโหวตในหลายจังหวัด เช่น นครศรีธรรมราช, ภูเก็ต, หนองบัวลำภู, อุทัยธานี-นครสวรรค์ และสุโขทัย โดยพบโพยหัวรวม 12 โพย มีหมายเลขตรงกับผู้สมัครที่ได้อันดับ 1-7 ซึ่งผู้เกี่ยวข้องล้วนเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียว
  • เส้นทางการเงินและเบอร์โทรศัพท์: ตรวจพบการติดต่อทางโทรศัพท์ระหว่างพยาน สส. และกรรมการบริหารพรรค รวมถึงร่องรอยเส้นทางการเงินที่ยึดโยงกันในสำนวนอย่างชัดเจน
  • นัดประชุมกำหนดตัวประธาน สว.: พยานซึ่งเป็นเลขาฯ ของ สว. ให้การว่า มีการนัดประชุม สว. ใหม่ที่โรงแรมในกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 21 เพื่อกำหนดตัวประธานและรองประธาน สว. โดยมีการยึดโทรศัพท์มือถือ และพบเห็นบุคคลสำคัญของพรรคเดินอยู่ในบริเวณดังกล่าว
  • ข้อพิรุธการกลับคำให้การ: พยานที่อ้างว่าถูกข่มขู่จนต้องกลับคำให้การนั้น พบว่าเป็น สส. ในขณะนั้น และอีกรายเป็นพ่อตาของหัวหน้าพรรคการเมืองใหญ่ ซึ่งเป็นผู้มีบารมียากที่จะถูกข่มขู่ อีกทั้งยังยื่นกลับคำให้การหลังเหตุการณ์ผ่านไปนานมาก จึงถือเป็นข้อพิรุธสำคัญ

นายสิทธิโชติ ระบุอีกว่า การพิจารณาของเสียงข้างน้อยเป็นการนำพยานหลักฐานชิ้นเล็กชิ้นน้อยมาร้อยเรียงเข้าด้วยกัน เหมือนการมองภาพรวมที่ทำให้ “เห็นช้างทั้งตัว” ไม่ใช่ดูแค่ส่วนใดส่วนหนึ่ง พร้อมยืนยันว่าการมีความเห็นต่างครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายใน กกต. และตนไม่จำเป็นต้องป้องกันตัวเองจากการถูกฟ้องร้องตาม ม.157 เพราะได้ทำบันทึกเหตุผลยึดโยงพยานหลักฐานไว้อย่างชัดเจนในลักษณะคำวินิจฉัยแล้ว

สำหรับการออกมาเปิดเผยครั้งนี้ เพียงเพื่อต้องการให้สังคมได้รับข้อมูลที่ถูกต้องว่ามติดังกล่าวไม่ใช่เอกฉันท์ ซึ่งล่าสุดสำนักงาน กกต. ได้ออกเอกสารข่าวแจกใหม่ที่ระบุสัดส่วนคะแนนเสียงข้างมากและข้างน้อยในแต่ละข้อหาอย่างชัดเจนแล้ว