เมื่อวันที่ 24 ส.ค. จากกรณี หญิงสาวอดีตนักกิจกรรมการเมืองและนักเขียน ออกมาเปิดเผยเรื่องราวความสัมพันธ์ในอดีตกับนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ “บก.ลายจุด” ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการมูลนิธิกระจกเงา จนกลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคมนั้น และมีการตอบโต้กันไปทางในโซเชียล
โดยฝ่ายหญิงระบุว่า ออกมาเปิดเผยเรื่องเมื่อ 20 ปีที่แล้วเพราะต้องตกอยู่ในสภาพที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก แม้ไม่ได้ทรมานกับเรื่องที่เจอ แต่ก็เข้าใจหัวอกของคนที่ต้องวนเวียนอยู่กับความคิดโทษตัวเองอย่างไม่รู้จบ และที่ทนไม่ได้คือไม่อยากให้มีคนประเภทนี้มาชี้นำสังคมอะไรได้อีก เราอาจจะเปลี่ยนใครไม่ได้ แต่เราหยุดเขาไม่ให้กระทำซ้ำได้ นี่คือวัตถุประสงค์ที่ออกมาเล่าย้อนหลัง พร้อมโพสต์ภาพกรวดน้ำอโหสิกรรมให้นั้น
ล่าสุดนายสมบัติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า ผมเลือกที่จะส่งข้อความส่วนตัวไปถึงคู่กรณีเพราะผมเห็นว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของเราสองคนในอดีตเมื่อ 20 ปีก่อน และมีเนื้อหาค่อนข้างละเอียดอ่อน อีกทั้งเป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงที่ฝ่ายคู่กรณีที่กล่าวถึงผมมาก่อนหน้านี้เป็นในทางที่หมิ่นเหม่ว่าจะเป็นการล่อลวง บังคับขืนใจ ผมจึงเลือกที่จะแลกเปลี่ยนข้อเท็จจริงเพื่อให้เธอได้ทบทวนและผมเชื่อว่าเมื่ออ่านข้อความผมแล้วเธอจำเรื่องราวต่างๆ ได้ หรือถ้าคู่กรณีจะโต้แย้งข้อเท็จจริง ผมก็จะได้อธิบายเพิ่มเติมจนเราทั้งสองนิ่งที่ข้อเท็จจริงก่อนแล้วจึงค่อยมาดูว่าภายใต้ข้อเท็จจริงนั้นมีความผิดพลาดอะไรที่ต้องรับผิดชอบหรือเรียนรู้บ้าง ผมขอบคุณคู่กรณีที่อโหสิกรรมเรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากได้อ่านข้อความนั้นของผม และผมยอมรับว่าการจบความสัมพันธ์ระหว่างกันเป็นความผิดของผมโดยลำพัง จึงได้กล่าวคำขอโทษและยอมรับความผิด
นายสมบัติ ระบุว่า แต่กรณีที่มีคนไปเขียนว่าผมข่มขืน ล่วงละเมิดทางเพศนั้น เป็นข้อกล่าวหาที่เกินจริงและไม่เป็นความจริง คู่กรณีทั้งสองล้วนบรรลุนิติภาวะ ต่างคนต่างเคยมีคู่รักกันมาก่อน และพูดคุยกันก่อนอย่างชัดเจนว่าจะมีการขับรถไปรับที่บ้านและพัฒนาความสัมพันธ์ในเชิงชู้สาว และระหว่างที่คบหากันไม่มีการบังคับหรือมีท่าทีใดๆ ที่จะเข้าข่ายการขืนใจ ส่วนเรื่องการหย่าร้างของผมกับอดีตภรรยาคู่กรณีย่อมรับทราบ และหลังจากเลิกคบหากันก็ยังได้มีการทักทายพูดคุยกันปกติตามที่ชุมนุมทางการเมืองอยู่หลายครั้ง
ประเด็นข้อเท็จจริงว่าเกิดอะไรขึ้นชัดตั้งแต่คู่กรณีนำแชตส่วนตัวของผมที่เขียนถึงเธอโพสต์ขึ้นหน้าเฟซบุ๊ก และเจ้าตัวไม่โต้แย้งข้อเท็จจริงและได้ประกาศขอยุติการสื่อสารถึงเรื่องนี้ แน่นอนว่าผมในฐานะผู้ชายที่เมื่อปี 49 ผมยังไม่ได้มีชื่อเสียงหรือเป็นที่รู้จักอะไรจากสังคมภายนอกยกเว้นคนในแวดวงกันเอง ผมไม่ได้ใช้อำนาจหน้าที่ใดๆ ที่ใช้อำนาจนำ มากไปกว่าความสัมพันธ์ที่เธอมักติดตามไปร่วมกิจกรรมทางการเมืองแล้วพัฒนาต่ออย่างที่ทุกคนเข้าใจ การตัดสินใจคบหากันเกิดขึ้นจากการพูดคุยทาง MSN เธออยู่บ้าน ผมอยู่อีกบ้านหลังหนึ่ง เมื่อตกลงแล้วจึงขับรถไปรับ ไม่มีการใช้อำนาจใดๆ ชี้นำอย่างที่บางคนอ้างทฤษฎีทางอำนาจ เธอไม่ได้ช่วยงานที่มูลนิธิฯ ไม่ได้เป็นอาสาสมัคร ไม่ได้เงินค่าตอบแทน ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับองค์กร เพียงแค่ร่วมกิจกรรมทางการเมืองในช่วงปี 49 แล้วตอนนั้นผมนั่งทำงานอยู่ที่มูลนิธิฯ
นายสมบัติ ระบุต่อว่า ใช่ครับผมผิด แต่ก็ผิดที่ปิดจบความสัมพันธ์แบบไร้ความรับผิดชอบ จะเรียกว่าเฮงซวยก็ใช่ แต่ผมไม่ใช่อาชญากร ผมเป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งเหมือนกับคนทั่วไปมีความผุๆ พัง ๆไม่สมบูรณ์แบบอย่างที่บางคนคาดหวัง การคบหาและเลิกรากันเกิดขึ้นเป็นวงจรความสัมพันธ์กับคู่ต่างๆ และก็เกิดขึ้นกับผมและเธอ
ผมต้องขอโทษคู่กรณีที่เขียนข้อความนี้สู่สาธารณะ ผมไม่มีเจตนารังควานใดๆ แต่ผมต้องการให้ข้อเท็จจริงนี้ชัดเจน ส่วนสังคมจะตัดสินใจจากเรื่องนี้อย่างไรให้เหมาะสมก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละคน แต่ขอให้อยู่บนข้อเท็จจริงในกรณีนี้ก่อน และผมจะก้มหน้ารับเสียงวิจารณ์จากเรื่องราวความสัมพันธ์นี้ของผมที่ก่อไว้เมื่อ 20 ปีที่แล้วในวันนี้



