เมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2569 ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ เดินทางเข้าพบและหารือร่วมกับ นายทรงศัก สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อเดินหน้าปฏิรูปและยกระดับโครงสร้างระบบการคุ้มครองผู้บริโภคของประเทศอย่างบูรณาการ มีการหารือเพื่อขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติจริง ในเรื่องต่างๆ เช่น 1. การคุ้มครองผู้บริโภคเกี่ยวกับอาหารแปรรูปจากเนื้อสัตว์ และการพัฒนาระบบเฝ้าระวังผลิตภัณฑ์สุขภาพภายหลังออกสู่ตลาด (Post-Marketing) 2. มาตรการคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภคเกี่ยวกับสินค้าเกษตรปลอดภัยและสินค้าเกษตรอินทรีย์ 3. มาตรการด้านความปลอดภัยของรถรับ–ส่งนักเรียน 4. มาตรการด้านความปลอดภัยของรถโดยสารไม่ประจำทาง และ 5. ความมั่นคงในการป้องกันและปราบปรามภัยคุกคามทางไซเบอร์ รวมทั้งการบริหารจัดการของหน่วยงานของรัฐในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีแบบบูรณาการ

น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินให้ข้อเสนอแนะมากกว่า 8 ข้อ หลังจากนี้จะมีการจัดตั้งคณะทำงานกลุ่มย่อยเพื่อลงลึกรายละเอียดในแต่ละประเด็นร่วมกัน

ด้าน นายทรงศัก กล่าวว่า เสนอให้มีการปรับโครงสร้างกฎหมายสำคัญ 3 ฉบับ ได้แก่ การแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค, ร่างพ.ร.บ.เพื่อความชำรุดปกป้องของสินค้า (Lemon law)  และ พ.ร.บ.อาหาร เพื่อเพิ่มอำนาจทางกฎหมายในการเรียกคืนสินค้าที่มีปัญหาออกจากตลาดและตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการดำเนินการเชิงรุก เช่น การสุ่มตรวจสินค้าและโฆษณาบนแพลตฟอร์มออนไลน์และมือถือ การบูรณาการร่วมกับศูนย์ AOC กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) จัดการภัยสแกมเมอร์เพื่อป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล และการคุมเข้มความปลอดภัยของรถบริการไม่ประจำทาง ทั้งรถทัศนศึกษาและรถคาราวานงานบุญ

น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า รัฐบาลเน้นการบูรณาการร่วมกับทุกกระทรวง ตำรวจ กทม. รวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัด ทำงานในรูปแบบ One Stop Service รับเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ มีการประชุมคณะกรรมการชุดใหญ่ประจำทุกเดือนเพื่อเร่งเคลียร์เรื่องร้องเรียนไม่ให้มีเรื่องตกค้าง พร้อมรายงานผลความสำเร็จผ่านสื่อออนไลน์อย่างต่อเนื่อง

“เราไม่เป็นเสือกระดาษค่ะ เมื่อก่อนเราอาจจะเป็นเสือเดียวดาย คืออยู่เดียวดาย แต่ตอนนี้เรามีเพื่อนเข้ามาเป็นพันธมิตรช่วยกันทำงานให้เรามากมาย วันนี้นโยบายของนายกรัฐมนตรี ก็ทำให้รัฐมนตรีของทุกกระทรวงเข้ามาช่วยร่วมมือ และเราก็ได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่ง เข้ามาช่วยปิดเคสภารกิจของเรา เพราะฉะนั้นถือว่าเราเป็นเสือติดปีก และขณะนี้เรากำลังจะแก้กฎหมายใหญ่ โดยเชื่อว่าเมื่อกฎหมายแก้แล้ว สคบ. คงมีอำนาจหน้าที่ช่วยยกระดับคุ้มครองผู้บริโภคของประเทศไทยเป็นที่อุ่นใจของประชาชนได้ เพราะบางทีพอไม่อยู่ในหน้าที่ของ สคบ.เราก็อาจจะทำไม่ได้อย่างเต็มที่ จึงต้องส่งต่อให้หน่วยงานอื่น

แต่วันหนึ่งเมื่อกฎหมายได้รับการแก้ไขให้เหมาะสมเหมือนต่างประเทศแล้ว ก็จะทำให้ สคบ.สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ได้ ซึ่งผู้บริโภคก็จะอุ่นใจว่าจะไม่ถูกหลอก และเอาเปรียบ และมั่นใจว่าจะพึ่ง สคบ. ได้” น.ส.ศุภมาส กล่าว