โลกกำลังเปลี่ยนเร็วขึ้น ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ กติกาการค้าใหม่ ความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ และแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อม ล้วนเริ่มเข้ามาเกี่ยวข้องกับต้นทุนธุรกิจ การลงทุน การจ้างงาน และห่วงโซ่อุปทานของไทยมากขึ้น คำถามที่ตามมาคือ ไทยจะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อย่างไร เพื่อไม่ให้ความเสี่ยงกลายเป็นข้อจำกัดต่อการเติบโตในระยะยาว

โจทย์ดังกล่าวเป็นกลายเป็นคีย์หลักของงาน ‘GCNT Expo 2026’ ที่สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (Global Compact Network Thailand) เตรียมจัดวันที่ 2-4 กันยายน 2569 ที่ทรู ดิจิทัล พาร์ค กรุงเทพฯ ภายใต้แนวคิด ‘From SHOCK To SHIFT: Thailand’s Sustainable Transition in a Fractured World’ เปิดพื้นที่ให้ภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคการเงิน องค์การระหว่างประเทศ และคนรุ่นใหม่ ร่วมมองทิศทางการเปลี่ยนผ่านของไทยในโลกที่กติกากำลังเปลี่ยนไป

กติกาโลกเปลี่ยน

‘ดร.ธันยพร กริชติทายาวุธ’ ผู้อำนวยการ GCNT กล่าวว่า สิ่งที่ไทยต้องมองในเวลานี้คือแรงกระเพื่อมจากโลกกำลังเปลี่ยนเงื่อนไขทางเศรษฐกิจและธุรกิจอย่างไร เพราะความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกำลังส่งผลตั้งแต่การค้า การลงทุน ไปจนถึงการผลิตและการเข้าถึงตลาด อย่างแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่แบ่งขั้วมากขึ้นก็ทำให้การค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันกติกาการค้าโลกกำลังให้ความสำคัญกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อม การเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน และความรับผิดชอบด้านสิทธิมนุษยชนตลอดห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น ธุรกิจไทยจึงต้องเตรียมตัวให้ทัน เพราะเงื่อนไขเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเข้าถึงตลาดต่างประเทศ

อีกด้านคือสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนและการเปลี่ยนแปลงของทุนธรรมชาติ ซึ่งกระทบต้นทุนธุรกิจ ผลิตภาพแรงงาน และความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน ขณะที่ประเทศไทยกำลังเตรียมรับการเปลี่ยนแปลงภายในประเทศ ทั้งกฎหมายด้านสภาพภูมิอากาศ กลไกกำหนดราคาคาร์บอน โครงสร้างพื้นฐาน และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

เมื่อกฎด้านสิ่งแวดล้อมและความรับผิดชอบในห่วงโซ่อุปทานเข้มข้นขึ้น ความยั่งยืนจึงเข้ามาเกี่ยวข้องกับความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจโดยตรง การปรับตัวจึงต้องเข้าไปอยู่ในวิธีคิดและการวางแผนธุรกิจ ไม่ควรรอให้กฎใหม่กลายเป็นข้อจำกัดเสียก่อน

เศรษฐกิจไทยติดทางแยก

ดร.ธันยพร กล่าวต่อไปว่าแรงกดดันจากภายนอกเกิดขึ้นพร้อมกับปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงก้ำกึ่งของเส้นทางรูปตัวเค (K-Curve) ซึ่งเป็นจุดที่ธุรกิจบางกลุ่มยังเดินหน้าต่อได้ ขณะที่อีกส่วนมีความเสี่ยงที่จะชะลอตัวลง ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามกำลังเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ และมุ่งไปสู่ทิศทางการเติบโตแบบเอส-เคิร์ฟ (S-Curve) ทำให้ไทยต้องเร่งหาจุดเปลี่ยนของตัวเอง เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในภูมิภาค

นอกจากนี้วิกฤตสภาพภูมิอากาศยังอาจทำให้มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศของไทยลดลงถึง 10% ภายใน 20 ปี หรือเฉลี่ย 0.5% ต่อปี โดยภาคเกษตรเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ ขณะที่ราคาพลังงานยังเป็นอีกแรงกดดันต่อเศรษฐกิจ

ดร.ธันยพร ย้ำว่าโครงสร้างธุรกิจไทยยังพึ่งพาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมสูงถึง 95% ของธุรกิจทั้งหมด ทำให้การเปลี่ยนผ่านของประเทศต้องคำนึงถึงผู้ประกอบการกลุ่มนี้ด้วย เพราะความพร้อมด้านเงินทุน เทคโนโลยี และการปรับตัวของแต่ละธุรกิจมีไม่เท่ากัน

คนไทยต้องปรับทักษะ

อีกโจทย์ที่ตามมาคือแรงงานไทย จากประชากรประมาณ 66 ล้านคน มีประชากรวัยทำงานที่ต้องการทำงานราว 40 ล้านคน หรือประมาณ 61% ของประชากรทั้งหมด ในจำนวนนี้มีแรงงานที่ได้รับการคุ้มครองในระบบประกันสังคมประมาณ 30% ขณะที่อีกราว 70% อยู่นอกระบบ ซึ่งรวมถึงแรงงานอิสระและกลุ่มเศรษฐกิจงานรับจ้างเป็นครั้งคราว

แม้อัตราการว่างงานของไทยอยู่เพียงระดับ 1.8% แต่ตลาดแรงงานยังมีปัญหาเรื่องทักษะไม่ตรงกับงาน ตัวอย่างที่ถูกยกขึ้นมาคือบัณฑิตจบใหม่ที่เรียนในสาขาเฉพาะทางต้องออกมาทำงานขับรถส่งอาหาร ขณะที่อดีตพนักงานสายการบินบางส่วนต้องเปลี่ยนไปประกอบอาชีพอื่น ปัญหานี้ทำให้ตัวเลขการว่างงานเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับการมองภาพตลาดแรงงานไทย

เมื่อปัญญาประดิษฐ์เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน ความกังวลเรื่องการทดแทนแรงงานก็เพิ่มขึ้น รายงานของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติระบุว่า สัดส่วนการใช้ปัญญาประดิษฐ์ทดแทนแรงงานมนุษย์ในระบบการจ้างงานไม่ควรเกิน 35% เพื่อรักษาความมั่นคงทางสังคมและเศรษฐกิจ

ปัจจุบันการจ้างงานทั่วโลกมีการลดจำนวนคนและใช้ปัญญาประดิษฐ์ทดแทนแล้วราว 10% ส่วนในเอเชีย โดยเฉพาะเกาหลีใต้และจีน อยู่ที่ประมาณ 20% และมีการใช้ในงานบัญชีและระบบการเงินของธนาคารมากขึ้น หากสัดส่วนดังกล่าวเพิ่มเกินระดับ 35% อาจนำไปสู่การตกงานจำนวนมาก กระทบรายได้และกำลังซื้อของประชาชน

เปลี่ยนประเทศต้องเปลี่ยนคน

บทเรียนจากประเทศเพื่อนบ้านชี้ให้เห็นว่า การเตรียมคนเป็นหนึ่งในจุดที่ใช้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านได้ สิงคโปร์เลือกเพิ่มทักษะแรงงานและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยมีเงินสนับสนุนให้ประชาชนใช้พัฒนาทักษะอาชีพ ขณะที่เกาหลีใต้กำหนดให้มหาวิทยาลัยบรรจุวิชาปัญญาประดิษฐ์เป็นวิชาบังคับ เพื่อให้คนรุ่นใหม่มีทักษะด้านเทคโนโลยีควบคู่กับวิชาชีพ

ส่วนเวียดนามเดินหน้า 3 ด้าน ทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัล และการลดอุปสรรคทางการค้า ซึ่งช่วยสร้างเงื่อนไขใหม่ให้เศรษฐกิจเดินหน้าได้เร็วขึ้น

แนวคิดดังกล่าวจะถูกนำมาพูดคุยในงาน GCNT Expo 2026 ตลอด 3 วัน โดยวันแรกจะเปิดเวทีด้วยมุมมองระดับประเทศและเศรษฐกิจ โดยมีนายกรัฐมนตรีมีกำหนดกล่าวปาฐกถาพิเศษ รวมถึงผู้แทนองค์การสหประชาชาติและผู้นำภาคธุรกิจ อาทิ ศุภชัย เจียรวนนท์ นายกสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย และผู้บริหารจากทรู คอร์ปอเรชั่น ซีพีเอฟ บีเจซี และเอสซีจี รวมถึง ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

วันที่สองจะเจาะเรื่องกฎกติกาใหม่ การค้าและห่วงโซ่อุปทาน ทุนธรรมชาติ และการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน ส่วนวันสุดท้ายจะพูดถึงพลังงาน ดาต้าเซ็นเตอร์ นวัตกรรม ทุนมนุษย์ การศึกษา และความเป็นอยู่ที่ดี

สำหรับ GCNT การเปลี่ยนผ่านของไทยต้องเกิดขึ้นพร้อมกันทั้งระดับประเทศ เศรษฐกิจ ธุรกิจ และผู้คน เพราะเมื่อโลกเปลี่ยนเร็วขึ้น ความสามารถในการปรับตัวของแต่ละส่วนจะเป็นตัวกำหนดว่าไทยจะอยู่ตรงไหนในเศรษฐกิจยุคใหม่ จาก ‘SHOCK’ ที่กำลังเกิดขึ้น จึงต้องขยับไปสู่ ‘SHIFT’ ที่ไทยเป็นผู้กำหนดทิศทางการเปลี่ยนแปลงของตัวเอง