จากกรณีนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “สรุปว่าผลการสืบสวนพบการบิดเบือนคดีแตงโมมีมูลจริง DSI ยื่น ป.ป.ช. ฟันผู้เกี่ยวข้อง วันพุธนี้” ซึ่งมีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมากนั้น

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 24 ส.ค. แหล่งข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า คณะพนักงานสืบสวนเรื่องสืบสวนที่ 20/2568 กรณีมีข้อสงสัยว่ามีกลุ่มบุคคลต่าง ๆ ร่วมกันบิดเบือนกระบวนการยุติธรรมทางอาญาโดยมิชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่บุคคลอื่นไม่ต้องรับโทษหรือรับโทษน้อยลง ได้ดำเนินการสอบปากคำและรวบรวมพยานหลักฐานเสร็จสิ้นแล้ว

ทั้งการสอบปากคำพยานและผู้เกี่ยวข้อง การตรวจสอบหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ รวมถึงภาพถ่ายบุคคลบนเรือ ซึ่งผลการตรวจพิสูจน์มีข้อขัดแย้งกับระบบ GPS ของเรือ และข้อมูลภายในโทรศัพท์มือถือ ตลอดจนพยานหลักฐานอื่น ๆ ที่นำมาประกอบกัน

ทั้งนี้ คณะพนักงานสืบสวนเตรียมสรุปสำนวนการสืบสวนกว่า 45 แฟ้ม เป็นเอกสารประมาณ 13,000 แผ่น พร้อมความเห็นให้ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐและบุคคลธรรมดาประมาณ 40 ราย ซึ่งมีพฤติการณ์ร่วมกันบิดเบือนผลการสอบสวนในกระบวนการยุติธรรม โดยจะนำส่งสำนวนให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในวันพุธที่ 26 ส.ค. 2569 เวลา 10.00 น.

นอกจากนี้ นางพนิดา ศิริยุทธโยธิน หรือ “คุณแม่แตงโม” จะเดินทางไปร่วมเป็นพยานในการนำส่งสำนวนการสืบสวนของดีเอสไอในครั้งนี้ด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้ศาลจังหวัดนนทบุรีมีคำพิพากษาคดีที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของ น.ส.นิดา พัชรวีระพงษ์ หรือ “แตงโม” โดยศาลมีคำพิพากษายกฟ้องจำเลย 3 ราย ในคดีประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ได้แก่ 1. นายวิศาพัช มโนมัยรัตน์ หรือแซน 2. น.ส.อิจศรินทร์ จุฑาสุขสวัสดิ์ หรือกระติก และ 3. นายภีม ธรรมธีรศรี หรือเอ็ม

ส่วนจำเลยที่เหลือ ศาลมีคำพิพากษาแตกต่างกันตามพฤติการณ์และข้อหาที่ฟ้อง โดยนายตนุภัทร เลิศทวีวิทย์ หรือไฮโซปอ จำเลยที่ 1 ศาลเห็นว่ามีความผิดตามฟ้อง พิพากษาจำคุก 5 ปี 8 เดือน และปรับ 128,000 บาท แต่จำเลยมีเจตนาจ่ายค่าชดเชยเยียวยาเพื่อบรรเทาโทษแก่ผู้เสียหายหรือโจทก์ร่วม ศาลจึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง และมีเหตุอันควรปรานี พิพากษาจำคุกเหลือ 2 ปี 9 เดือน ปรับ 64,000 บาท โดยให้รอการลงโทษเป็นเวลา 3 ปี และให้รายงานตัวพร้อมบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม

ส่วนนายไพบูลย์ ตรีกาญจนานันท์ หรือโรเบิร์ต จำเลยที่ 2 ศาลพิพากษาจำคุก 4 ปี 4 เดือน และปรับ 108,000 บาท แต่จำเลยมีเจตนาเยียวยาชดเชยค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายจนเป็นที่พอใจ ศาลจึงลดโทษเหลือจำคุก 2 ปี 2 เดือน ปรับ 54,000 บาท และให้รอการลงโทษเป็นเวลา 3 ปี พร้อมให้บำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมและสาธารณะ

ขณะที่นายนิทัศน์ กีรติสุทธิสาธร หรือจ๊อบ ศาลมีคำพิพากษาจำคุก 4 เดือน ปรับ 16,000 บาท ในข้อหาแจ้งความเท็จ และจำคุก 2 เดือน ปรับ 8,000 บาท ในข้อหาทิ้งสิ่งปฏิกูล โดยให้รอการลงโทษจำคุกเป็นเวลา 1 ปี

ต่อมา กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยคณะพนักงานสืบสวน ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม ได้รับเรื่องเป็นเรื่องสืบสวนที่ 20/2568 โดยรับเรื่อง พยานหลักฐาน และคำร้องทุกข์จากนางพนิดา ศิริยุทธโยธิน หรือ “แม่แตงโม” และผู้เกี่ยวข้อง ในฐานะผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ พร้อมมอบหมายให้ตรวจสอบกรณีการเสียชีวิตและหลักฐานต่าง ๆ ที่เคยปรากฏในสำนวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

การสืบสวนมุ่งตรวจสอบว่ามีพฤติการณ์เป็นที่ต้องสงสัยหรือไม่ว่า มีกลุ่มบุคคลต่าง ๆ ร่วมกันบิดเบือนกระบวนการยุติธรรมทางอาญาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย หรือมีการให้ความช่วยเหลือแก่บุคคลอื่นเพื่อไม่ต้องรับโทษหรือรับโทษน้อยลงหรือไม่

นอกจากนี้ คณะพนักงานสืบสวนยังเปิดรับพยานหลักฐาน ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุบริเวณแม่น้ำเจ้าพระยา รวมทั้งใช้เครื่องมือปฏิบัติการพิเศษ เลเซอร์สแกน และไลดาร์สแกน เพื่อตรวจเก็บร่องรอย ตลอดจนรวบรวมพยานเอกสาร พยานวัตถุ และสอบปากคำพยานบุคคลต่าง ๆ เพื่อให้การดำเนินการสืบสวนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือน ก.พ. 2568 จนถึงวันที่ 24 ส.ค. 2569 รวมระยะเวลากว่า 1 ปีเศษ ก่อนเตรียมนำส่งสำนวนการสืบสวนให้สำนักงาน ป.ป.ช. ในวันพุธที่ 26 ส.ค. 2569 เวลา 10.00 น.