สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงออตตาวา ประเทศแคนาดา เมื่อวันที่ 25 ส.ค. ว่า นายกรัฐมนตรีมาร์ค คาร์นีย์ ผู้นำแคนาดา กล่าวถึงการเจรจาการค้ากับสหรัฐซึ่งล้มเหลวเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ว่าข้อพิพาทครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงประเด็นการเรียกร้องด้านภาษี แต่ยังรวมถึง “ภัยคุกคาม” ต่อประเด็นภาษาฝรั่งเศสและวัฒนธรรมของรัฐควิเบก ซึ่งเป็นเรื่องที่แคนาดาไม่อาจยอมรับได้


ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน โดยเฉพาะที่รัฐควิเบก ซึ่งประชากรส่วนใหญ่ใช้ภาษาฝรั่งเศส และพยายามรักษาอัตลักษณ์ที่แตกต่างของตนมาอย่างยาวนาน


คาร์นีย์เปิดเผยว่า ทีมเจรจาของสหรัฐหยิบยกประเด็นในการเจรจา ที่ครอบคลุมเงินอุดหนุนด้านวัฒนธรรมภาษาฝรั่งเศส บทบาทของสื่อออนไลน์ภาษาฝรั่งเศส และการติดฉลากสินค้าเป็นสองภาษา คือภาษาอังกฤษ กับภาษาฝรั่งเศส


ผู้นำแคนาดาย้ำว่า เรื่องเหล่านี้เป็น “สิทธิขั้นพื้นฐาน” และสะท้อนช่องว่างทางมุมมองระหว่างแคนาดากับสหรัฐอย่างมาก


นอกจากนี้ คาร์นีย์ยังกล่าวหาว่า สหรัฐต้องการทำลายอุตสาหกรรมรถยนต์ เหล็ก และอะลูมิเนียมของแคนาดา รวมถึงจำกัดการทำข้อตกลงการค้าระหว่างแคนาดากับประเทศอื่น ซึ่งสื่อแคนาดารายงานเพิ่มเติมว่า สหรัฐต้องการให้รัฐควิเบกผ่อนคลายกฎ เกี่ยวกับเครื่องใช้ไฟฟ้าและคู่มือการใช้งาน รวมถึงกฎหมายส่งเสริมเนื้อหาทางวัฒนธรรมภาษาฝรั่งเศส


ทั้งนี้ กฎหมายฉบับใหม่ของรัฐควิเบกเปิดทางให้รัฐควบคุมปริมาณ และตำแหน่งการนำเสนอเนื้อหาภาษาฝรั่งเศสบนแพลตฟอร์มดิจิทัล ซึ่งอาจเพิ่มต้นทุนการดำเนินธุรกิจของบริษัทสหรัฐ


ขณะที่นายเจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ ตอบโต้คาร์นีย์ว่า ประเด็นด้านภาษาเป็นเพียง “เรื่องแต่งที่ตลกสิ้นดี” และไม่ใช่สาระสำคัญของการเจรจา แต่ยอมรับว่า สหรัฐเข้าใจความต้องการของชาวควิเบกที่ต้องการรักษาวัฒนธรรมด้านภาษา.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS