ทุกปีเมื่อใกล้ถึง ‘เทศกาลสารทจีน’ ตลาดสดและย่านค้าขายทั่วประเทศจะคึกคักขึ้น ของที่ใช้เซ่นไหว้ตั้งแต่ไก่ เป็ด เนื้อหมู ผลไม้มงคล ขนม ไปจนถึงอุปกรณ์ประกอบพิธีกรรม ต่างทยอยปรับราคาขึ้นก่อนถึงวันไหว้

สาเหตุหลักมาจากความต้องการซื้อที่เพิ่มขึ้นพร้อมกันในช่วงไม่กี่วันก่อนวันไหว้ ผู้บริโภคจำนวนมากต้องออกมาซื้อของในเวลาเดียวกัน ขณะที่สินค้าอย่างไก่ เป็ด และหมูไม่สามารถเพิ่มปริมาณได้ทัน เพราะต้องใช้เวลาเลี้ยงและแปรรูป เมื่อของมีจำกัด แต่คนต้องการซื้อเพิ่มขึ้น ราคาจึงขยับตามแรงซื้อ

ปัญหาอีกด้านคือการเตรียมสินค้าไว้รองรับช่วงเทศกาล หากมีมากกว่าความต้องการจริง สินค้าที่ขายไม่หมดหรือกินไม่ทันก็กลายเป็นของเหลือและขยะอาหารในที่สุด ต้นทุนจากความสูญเสียจึงเกิดขึ้นตั้งแต่ในห่วงโซ่อาหาร และสุดท้ายผู้บริโภคก็เป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนที่ต้องจ่าย

แรงซื้อดันราคาพุ่ง

ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า ราคาสินค้าเครื่องเซ่นไหว้ในช่วงเทศกาลปรับเพิ่มเฉลี่ย 3-4% ในแต่ละปี แม้เศรษฐกิจโดยรวมยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสินค้าเหล่านี้เกี่ยวข้องกับประเพณีที่ผู้บริโภคยังคงต้องซื้อ แม้ราคาจะสูงขึ้น จึงทำให้การลดปริมาณซื้อเพื่อรับมือกับราคาที่แพงขึ้นทำได้ไม่มากนัก

ด้านกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า สินค้าเกษตรและปศุสัตว์ในไทยต้องผ่านพ่อค้าคนกลางหลายขั้นตอนกว่าจะถึงผู้บริโภค โดยก่อนเทศกาลจะมีการรวบรวมและเก็บสินค้าไว้เพื่อรอจำหน่าย เมื่อถึงช่วงเทศกาล ความต้องการซื้อจะเพิ่มขึ้นพร้อมกัน หากสินค้าในบางพื้นที่มีไม่เพียงพอ ก็อาจทำให้ราคาขายปลีกสูงขึ้น

โดยจากการสำรวจราคาสินค้าช่วงเทศกาลของกรมการค้าภายในพบว่า ไก่บ้านต้มทั้งตัวและเป็ดพะโล้อยู่ที่ 380-500 บาทต่อตัว หมูสามชั้นอยู่ที่ 220-250 บาทต่อกิโลกรัม ผักมงคลอย่างคะน้าและกะหล่ำปลีอยู่ที่ 40-50 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนส้มสายน้ำผึ้งอยู่ที่ 150 บาทต่อกิโลกรัม และกล้วยหอมทองอยู่ที่ 120-145 บาทต่อหวี

ของไหว้กลายเป็นขยะ

ราคาที่ผู้บริโภคจ่ายยังมีต้นทุนอีกส่วนคือ สินค้าที่ผู้ผลิตและผู้ค้าต้องเตรียมไว้รองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาล หากขายไม่หมดหรือผู้บริโภคกินไม่ทัน สินค้าเหล่านั้นก็จะกลายเป็นของเสีย และต้นทุนจากอาหารที่สูญเสียย่อมเกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่อาหาร ตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการบริโภค

กรมควบคุมมลพิษระบุว่า ขยะอาหารมีสัดส่วน 38-60% ของขยะมูลฝอยทั้งหมดในประเทศ ขณะที่ประเทศไทยมีขยะอาหารประมาณ 10 ล้านตันต่อปี ทั้งยังมีข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษและโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติที่ระบุว่า การจัดการขยะอาหารด้วยการเทกองหรือเผากลางแจ้งก่อให้เกิดก๊าซมีเทน ซึ่งทำให้โลกร้อนมากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 28 เท่า เมื่อมองจากมุมนี้ การซื้อของไหว้มากเกินกว่าที่ครอบครัวจะกินหมดจึงมีต้นทุนตามมาหลังจบพิธี ทั้งเงินที่จ่ายไปและอาหารที่ต้องกลายเป็นขยะ

วางแผนซื้อให้พอดี

การรับมือกับราคาสินค้าและลดของเหลือสามารถเริ่มได้ตั้งแต่ก่อนเข้าตลาด โดยแบ่งของที่จะซื้อออกตามอายุการเก็บรักษา ของแห้งและอุปกรณ์ประกอบพิธี เช่น เห็ดหอมจีน หมี่ซั่ว กระดาษเงินกระดาษทอง ธูป และเทียน สามารถซื้อไว้ล่วงหน้า 1-2 สัปดาห์ เพื่อลดการซื้อในช่วงที่ความต้องการเพิ่มขึ้นสูง ส่วนอาหารสดและเนื้อสัตว์สามารถซื้อวัตถุดิบล่วงหน้า 3-5 วัน แล้วทำความสะอาดและเก็บในช่องแช่แข็งอย่างเหมาะสม ก่อนนำมาประกอบอาหารเอง วิธีนี้ช่วยลดค่าใช้จ่ายจากการซื้ออาหารปรุงสำเร็จที่ขายหน้าแผง

อีกเรื่องที่ควรคำนึงถึงคือขนาดของโต๊ะไหว้ หากกำหนดปริมาณอาหารจากจำนวนคนที่จะกินจริง ปริมาณอาหารที่ซื้อก็จะลดลงตามไปด้วย โดยข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า คนรุ่นใหม่มีแนวโน้มเลือกซื้อชุดเซ่นไหว้สำเร็จรูปขนาดเล็กเพิ่มขึ้นถึง 43% เพราะจัดเก็บง่าย สะดวก และควบคุมงบประมาณได้ดีขึ้น

กรมการค้าภายในแนะนำชุดไหว้ขนาดเล็กที่ยังมีของตามหลักมงคล เช่น อกไก่ต้มหรือไก่ชิ้นในงบประมาณ 40-70 บาท ขนมเข่งหรือขนมเทียนแพ็กเล็ก 30-50 บาท ส้มมงคล 4 ลูก 40-60 บาท และชุดกระดาษเงินกระดาษทอง 20-40 บาท รวมแล้วอยู่ที่ประมาณ 130-230 บาทต่อชุด แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้ซื้อของไหว้ในปริมาณที่เหมาะกับการบริโภค และลดอาหารเหลือหลังเสร็จพิธี

ส่วนการเลือกซื้อผลไม้และวัตถุดิบจากเกษตรกรโดยตรงก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ ผู้บริโภคสามารถซื้อผ่านตลาดชุมชน หรือ ‘ตลาดเกษตรกรออนไลน์’ ของกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งรวบรวมสินค้าจากเกษตรกร กลุ่มสมาร์ทฟาร์มเมอร์ เกษตรกรรุ่นใหม่ และวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศ เพราะการซื้อจากแหล่งผลิตโดยตรงช่วยลดขั้นตอนของคนกลาง ทำให้รายได้กลับไปถึงเกษตรกรมากขึ้น พร้อมลดระยะทางขนส่งสินค้าและการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากภาคขนส่ง โดยแพลตฟอร์มดังกล่าวสร้างยอดขายตรงให้เกษตรกรแล้วมากกว่า 800 ล้านบาท

สารทจีนจึงยังคงเป็นช่วงเวลาของการแสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษได้ โดยไม่จำเป็นต้องซื้อของจนเต็มโต๊ะ การวางแผนซื้อให้เหมาะกับช่วงเวลา เลือกปริมาณที่กินหมด และเลือกซื้อจากแหล่งผลิตใกล้ตัว ช่วยลดรายจ่ายและลดอาหารที่กลายเป็นขยะ ขณะเดียวกันยังช่วยสนับสนุนรายได้ของผู้ผลิตรายย่อย

ในภาพใหญ่ แนวทางการบริโภคดังกล่าวสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะ SDG 12 การบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน ซึ่งให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและลดขยะอาหาร รวมถึง SDG 8 การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ผ่านการสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานที่เป็นธรรมและรายได้ของผู้ผลิต ‘การไหว้ให้พอดี’ จึงเริ่มได้จากเรื่องใกล้ตัว ตั้งแต่การเลือกซื้อสินค้าให้เหมาะกับความต้องการ จัดปริมาณอาหารให้พอดีกับจำนวนคน และใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้คุ้มค่าที่สุด