เมื่อวันที่ 25 ส.ค. 69 เครือข่ายต่อต้านความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศแห่งประเทศไทย ร่วมกับองค์กรสมาชิก จัดเสวนาหัวข้อ “จริยธรรมทางเพศ โจทย์ที่ต้องตอบของขบวนการขับเคลื่อนทางสังคมและการเมืองไทย” ยกตัวอย่างเหตุการณ์ นักกิจกรรมการเมืองอาวุโส ก่อเหตุล่วงละเมิดทางเพศ “คุณ A” ต่อเนื่องในช่วงที่เข้าร่วมกิจกรรมเคลื่อนไหวทางการเมือง รวมถึงกรณีผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการมูลนิธิดังที่ถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมแสวงหาประโยชน์ทางเพศ
น.ส.นัยนา สุภาพึ่ง ที่ปรึกษามูลนิธิเพื่อสิทธิและความเป็นธรรมทางเพศ และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กล่าวว่า สังคมมีความเข้าใจ เรื่องสิทธิมนุษยชนก้าวหน้าขึ้น จากเดิมที่มักตั้งคำถาม หรือโทษผู้เสียหาย แต่ปัจจุบันหันมาตั้งคำถามกับผู้กระทำความผิด จริยธรรมของคนทำงานทางการเมือง และนักขับเคลื่อนสิทธิมนุษยชน จึงต้องกว้างกว่ามาตรฐาน ที่กำหนดไว้ในกฎหมายคุ้มครองแรงงานทั่วไป และฟังเสียงของผู้ถูกกระทำเป็นสำคัญ
“ผู้ที่ทำงานขับเคลื่อนประชาธิปไตย มักถูกคาดหวังว่าต้องรู้และเข้าใจ เรื่องการเคารพสิทธิมนุษยชน มากกว่าคนอื่น หากใช้สถานะในขบวนหรือตำแหน่ง ในองค์กรแสวงหาประโยชน์ทางเพศ จึงสมควรต้องรับโทษ และมีความรับผิดชอบต่อพฤติกรรมของตนเองสูงกว่าคนทั่วไป” น.ส.นัยนา กล่าว
นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผอ.เครือข่ายอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) กล่าวว่า ขอแสดงจุดยืนและอยู่เคียงข้างผู้เสียหาย ซึ่งทำให้เห็นว่า ในแวดวงการทำงานเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน ไม่ได้มีพื้นที่ปลอดภัยเพียงพอสำหรับเหยื่อที่ถูกกระทำ ขอยืนยันคนที่จะสำเร็จ หรือมีพื้นที่ในการทำงานหรือไม่ ต้องวัดที่ผลงาน ไม่ได้วัดที่คอนเน็คชั่น หรือเป็นเด็กใคร ดังนั้นหากทำลายวัฒนธรรมเด็กเส้นได้ก็หวังว่า จะบรรเทาปัญหาการใช้อำนาจ ความเป็นผู้ใหญ่ไปเอาเปรียบล่วงละเมิดทางเพศผู้อื่นได้ ผู้ใหญ่แบบนี้ต้องไม่มีที่ยืน และฝากถึงคนรุ่นใหม่ อย่าคิดว่ายอมไปก่อน ขอให้กล้าก้าวออกมา
“ขอเป็นส่วนหนึ่ง ในการผลักดันวัฒนธรรม ที่เราจะทำงานกันได้ โดยไม่ต้องมีใครเอาใจใคร ไม่ต้องไปเที่ยวต่างจังหวัด ไม่ต้องกินดื่มกลางดึกเพื่อผูกสัมพันธ์ ไม่ต้องไปนอนค้างคืนนอกสถานที่ เอางานมาวางกองตรงหน้า คุยกันสามประโยค ให้รู้ว่าใครทำอะไร จบ แล้วแยกย้ายไปทำงานกันครับ” นายยิ่งชีพ กล่าว
ขณะที่ น.ส.อังคณา อินทสา ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่า ในแต่ละปี มูลนิธิฯ ให้ความช่วยเหลือผู้ถูกละเมิดทางเพศเฉลี่ยปีละ 50 กรณี ผู้เสียหายนอกจากที่เป็นเด็กและเยาวชนแล้ว ยังมีนักศึกษา และนักกิจกรรมทางสังคม ตกเป็นเหยื่อการละเมิดทางเพศ โดยคนในเครือข่าย เพื่อนร่วมงาน หรืออาจารย์
ดังนั้น เรามีข้อเสนอว่า ประการแรก สังคมต้องร่วมแสดงจุดยืน ต่อต้านวัฒนธรรมการกระทำความรุนแรงทางเพศทุกรูปแบบ ร่วมตรวจสอบพฤติกรรมของผู้กระทำความรุนแรงในทุกวงการ สนับสนุนให้ผู้ถูกกระทำ ลุกขึ้นมาต่อสู้และอยู่เคียงข้าง และทำความเข้าใจและให้ความสำคัญกับคำว่า ‘ยินยอม’ หรือ ‘Consent’ อย่างจริงจัง ประการที่สอง เราเสนอให้ทุกองค์กรมีแนวปฏิบัติ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการคุกคาม ล่วงละเมิด และแสวงหาประโยชน์ทางเพศในองค์กร พร้อมหลักการคุ้มครองเยียวยาผู้เสียหายอย่างเป็นมิตร และสุดท้าย เราต้องติดตามให้มีการบังคับใช้กฎหมาย เรื่องการล่วงละเมิด และคุกคามทางเพศ และความผิดทางเพศทุกรูปแบบ อย่างจริงจัง เพื่อให้ผู้ถูกกระทำรุนแรงทางเพศ ได้รับการช่วยเหลือและคุ้มครองได้จริง



