สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 26 ส.ค. ว่าทำเนียบขาวเปิดเผยว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ส่งร่างข้อตกลงความร่วมมือด้านพลังงานนิวเคลียร์พลเรือนกับซาอุดีอาระเบียให้สภาคองเกรสพิจารณา เพื่อให้มีการอนุมัติอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะมีผลผูกพันทางกฎหมาย


ทั้งนี้ สภาคองเกรสมีเวลา 90 วันทำการ ในการประชุมและพิจารณาเนื้อหาทั้งหมด หากไม่มีการคัดค้าน ข้อตกลงจะมีผลบังคับใช้ แต่หากสภาคองเกรสมีมติไม่เห็นชอบ ทรัมป์ยังสามารถใช้สิทธิยับยั้ง หรือวีโต้ได้


สหรัฐและซาอุดีอาระเบียลงนามร่วมกันในเอกสารดังกล่าว เมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งจะเปิดทางให้บริษัทสหรัฐส่งออกเทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อสันติไปยังซาอุดีอาระเบีย


อย่างไรก็ตาม การที่ข้อตกลงยังไม่มีข้อห้ามชัดเจนต่อซาอุดีอาระเบีย ในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมหรือแปรรูปเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ใช้แล้ว ซึ่งทั้งสองกระบวนการถือเป็นช่องทางที่อาจนำไปสู่การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ได้ ทั้งที่สหรัฐเคยกำหนดข้อห้ามลักษณะเดียวกันกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ในข้อตกลงนิวเคลียร์ เมื่อปี 2552 ทำให้สมาชิกสภาคองเกรสหลายคนทั้งจากพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครตมีความวิตกกังวล


ทั้งนี้ทั้งนั้น ทำเนียบขาวยืนยันว่า ข้อตกลงฉบับนี้มีมาตรการป้องกันการแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ตามที่กฎหมายกำหนด และจุดยืนของทรัมป์ยังคงเดิม คือข้อตกลงจะเดินหน้าต่อได้ เมื่อซาอุดีอาระเบียเข้าร่วมเป็นภาคีของข้อตกลงอับราฮัม ซึ่งเป็นกรอบที่สหรัฐเป็นคนกลางผลักดันให้ประเทศอาหรับและมุสลิมสถาปนาความสัมพันธ์กับอิสราเอล


อนึ่ง ซาอุดีอาระเบียเคยมีท่าทีใกล้บรรลุข้อตกลงฟื้นฟูความสัมพันธ์กับอิสราเอล เมื่อปี 2566 แต่สถานการณ์เปลี่ยนไปหลังอิสราเอลเปิดสงครามกับกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซา เมื่อเดือน ต.ค. ปีเดียวกัน และรัฐบาลริยาดยืนยันว่า การรับรองอิสราเอลต้องมาพร้อม “เส้นทางที่ไม่สามารถย้อนกลับได้” สู่การสถาปนารัฐปาเลสไตน์.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES